ข่าวดีสำหรับทีมที่ใช้ Claude AI และ Asana! ตอนนี้คุณไม่ต้องสลับหน้าจอไปมา เพราะ Anthropic บริษัทผู้พัฒนา Claude AI ได้เปิดฟีเจอร์ใหม่ให้เราจัดการงานได้ครบจบในที่เดียวบน Claude ได้แล้วทั้ง: ดูภาพรวมงานใน Portfolio ได้ทันที ให้ Claude ช่วยคิดแล้วสร้างโปรเจกต์ตัวอย่างให้ดูได้เลย สร้าง Tasks ใหม่ส่งตรงเข้า Asana ได้ทันทีผ่านบทสนทนา การเชื่อมต่อนี้มีความหมายมากสำหรับทีมที่ใช้ Claude ในการคิดวิเคราะห์เรื่องงานอยู่แล้ว หมายความว่า.. คุณสามารถเปลี่ยนไอเดียใน Claude ให้เป็นงาน (Task) จริงบน Asana ได้ทันที ไม่ว่าคุณจะระดมสมองออกแบบแผนแคมเปญการตลาด หรือวางโครงสร้างโปรเจกต์ใหม่ ก็สั่งให้สร้างเป็นเนื้องานที่มีโครงสร้างชัดเจนใน Asana ได้เลยโดยไม่ต้องสลับแอปไปมาให้เสียเวลา ข้อมูลทุกอย่างจะอัปเดตให้แบบเรียลไทม์ พร้อมให้ทีมลุยต่อได้ทันที มาดูวิธีเริ่มต้นการใช้งานกันเลย! (คุณอาจต้องติดต่อผู้ดูแลระบบ หรือ Admin เพื่อขอสิทธิ์การเข้าถึงก่อน) เริ่มจากคลิกเครื่องหมาย “+” คลิกปุ่ม Connector คลิกเลือก “+ Add Connector” ค้นหาคำว่า “Asana” แล้วคลิกเครื่องหมาย “+” เท่านี้ก็เรียบร้อย! ทีนี้คุณก็สามารถพูดคุยกับ Claude ได้ตามปกติเลย แต่ความเจ๋งที่เพิ่มมาคือคุณสามารถสั่งให้ Claude ช่วยจัดการงานใน Asana ให้คุณได้ด้วย ลองดูตัวอย่างคำสั่งด้านล่างนี้ได้เลย การเชื่อมต่อ Asana กับ Claude ช่วยให้คุณทำงานได้ง่ายขึ้นอย่างไร? เพราะผลสำรวจชี้ว่า.. ตอนนี้คนทำงานถึง 87% ใช้ AI ช่วยทำงานกันหมดแล้ว! โดยเฉพาะ Claude AI ซึ่งเป็น AI ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในตอนนี้ เพราะเหมาะสำหรับสายทำงานโดยเฉพาะ ทั้งงานที่ต้องใช้การระดมความคิด ช่วยออกแบบกลยุทธ์ การวางแผนโปรเจกต์ รวมถึงการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างมืออาชีพ แต่ก็มีบ่อยครั้งที่ไอเดียดี ๆ จาก AI มักจะตกค้างอยู่ในแชท...
Continue readingเบื้องหลัง Carnival BKK บริหารงานและโปรเจกต์อย่างไร? ให้ไม่พลาดทุก Deadline ด้วย Asana
เมื่อ Sneaker Store อันดับ 1 ของไทยต้องบริหารงาน หลายสาขา หลายแบรนด์ หลายแคมเปญการตลาด และหลายโปรเจกต์ ไปพร้อม ๆ กัน Asana คือ เครื่องมือที่ Carnival BKK เลือกใช้เพื่อให้ทุกการทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากที่สุด พวกเขาทำได้อย่างไร? เราจะพาทุกท่านไปดูมุมมองจาก คุณภัณฑิรา หมื่นอาษา (Executive Assistant to CEO, Carnival BKK) กับเบื้องหลังที่ช่วยให้ทีมขับเคลื่อนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มจาก.. เลือกอ่านหัวข้อที่คุณต้องการได้เลย! ประวัติของ Carnival BKK Carnival BKK ก่อตั้งขึ้นในปี 2010 จากร้านขายรองเท้า Converse เล็ก ๆ ในย่านสยาม แต่ในวันนี้ Carnival BKK เติบโตจนกลายเป็น Multi-brand Sneaker & Streetwear Hub อันดับ 1 ของประเทศไทย ที่เป็น Authorized Dealer ของแบรนด์ระดับโลกมากมาย พร้อมด้วยทำเลหน้าร้านที่ไพรม์ของกรุงเทพฯ กว่า 5 สาขาทั้ง Siam Square, CentralWorld, Central Ladprao, Mega Bangna และ Central Pinklao พร้อมช่องทางออนไลน์และแอปพลิเคชันที่รองรับผู้ใช้งานนับแสนจึงทำให้ Carnival BKK เป็นแบรนด์ที่มีการเติบโตของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ความท้าทายและ Pain Point ของ Carnival BKK เมื่อธุรกิจมีการขยายตัว ส่งผลให้ความซับซ้อนในการทำงานและปริมาณงานที่มากขึ้นก็ตามมา ทีม Carnival BKK จึงต้องรับมือกับปริมาณงานที่ล้นมือ แถมกระจัดกระจายอยู่ในหลายทีม หลายสาขา และหลาย Platform ไปพร้อมกัน 1. ข้อมูลกระจัดกระจาย เวลาสั่งงาน ดูแผนงาน...
Continue readingสรุป 9 ฟีเจอร์สุดล้ำ! ของ Asana AI ผู้ช่วยจัดการงานของคุณให้ดียิ่งขึ้น
บทความนี้จะพาคุณไปรู้จัก 9 ฟีเจอร์สุดล้ำของ Asana AI แบบละเอียดยิบ ที่จะเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของคุณให้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น จะมีอะไรบ้าง? ไปดูกันเลย! เลือกอ่านหัวข้อที่คุณต้องการได้เลย! 1. Smart status – สรุปสถานะโปรเจกต์อัตโนมัติแบบเรียลไทม์ หมดปัญหาที่ต้องมานั่งอัปเดตสถานะโปรเจกต์เองทุกอาทิตย์ เพราะ Smart status จะช่วยสรุปสถานะงานทั้งหมดของโปรเจกต์ออกมาให้คุณได้ทันที เช่น สถานะของโปรเจกต์ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงไหน? งานไหนกำลังล่าช้า? งานไหนเป็นความเสี่ยง (Risk) จะไม่ทันเวลา? งานไหนต้องโฟกัสต่อจากนี้เป็นพิเศษ? ทำให้ผู้จัดการโปรเจกต์ (Project Manager) เห็นภาพรวมของโปรเจกต์ทั้งหมดได้ในคลิกเดียวและช่วยลดเวลาในการทำสรุป Status Report ได้อย่างมหาศาล 2. Smart chat – ผู้ช่วยส่วนตัวที่ถามอะไรก็ตอบได้ทันที เปรียบเสมือนคุณมีเลขาส่วนตัวที่สามารถถามทุกเรื่องได้เกี่ยวกับโปรเจกต์หรืองานที่คุณดูแล เพียงพิมพ์ถามด้วยภาษาที่ใช้ทั่วไป (รองรับภาษาไทย) เช่น งานที่ใกล้เดดไลน์สัปดาห์นี้มีอะไรบ้าง? ช่วยสรุปความคืบหน้าโปรเจกต์ A ให้หน่อย Smart chat จะค้นหาข้อมูลจากทุกโปรเจกต์และให้คำตอบคุณได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องเสียเวลามานั่งหาข้อมูลด้วยตัวเองอีกต่อไป 3. Smart fields – ให้ AI สร้างและกรอกฟิลด์ที่จำเป็นให้อัตโนมัติ ผู้ช่วยที่คอยแนะนำว่าโปรเจกต์ควรมีฟิลด์อะไรที่ต้องใส่บ้าง พร้อมกรอกข้อมูลที่สำคัญให้แบบอัตโนมัติ ทั้งผู้รับผิดชอบงาน, วันที่และวันครบกำหนด, ลำดับความสำคัญของงาน 4. Smart summaries – สรุปข้อมูลยาว ๆ ให้เหลือแต่ประเด็นสำคัญ เหมาะสำหรับผู้จัดการโปรเจกต์ (Project Manager) ที่ต้องดูแลหลายโปรเจกต์พร้อม ๆ กัน Smart summaries ช่วยสรุปงานหรือโปรเจกต์ยาว ๆ ให้เหลือแค่ประเด็นที่สำคัญ ไม่ต้องอ่านข้อมูลทั้งหมดก็เข้าใจภาพรวมได้ 5. Smart editor – ช่วยเขียนและปรับคำให้ดูโปรขึ้น Smart editor สามารถช่วยเขียนและปรับแต่งข้อความให้กระชับ ชัดเจน และตรงประเด็น รวมถึงเปลี่ยนโทนภาษาให้คุณดูโปร มากยิ่งขึ้น 6. Smart...
Continue readingAsana Features Updated ประจำเดือนพฤศจิกายน 2025
สำหรับ Asana Package Personal และ Basic Enhanced password requirements and admin controls: ผู้ใช้งาน Asana ทุกคนต้องตั้งรหัสผ่านอย่างน้อย 8 ตัวอักษร และไม่สามารถใช้รหัสผ่านที่เคยถูกตรวจพบว่าถูกละเมิดได้ โดยผู้ดูแลระบบ (Admins) สามารถกำหนดความยาวขั้นต่ำของรหัสผ่านในโดเมนได้สูงสุดถึง 20 ตัวอักษร Chart color update: ปรับโทนสีของกราฟและแผนภูมิให้มีความสอดคล้องกันมากขึ้น เพื่อให้ข้อมูลดูอ่านง่ายและเป็นมืออาชีพยิ่งขึ้น Smart Workflow Gallery: เริ่มต้นโปรเจกต์ใหม่ได้รวดเร็วขึ้นด้วยเทมเพลตและเวิร์กโฟลว์ที่ Asana แนะนำให้เหมาะกับงานของคุณมากที่สุด สำหรับ Asana Package Starter และ Premium Proactive rule suggestions: Asana จะแนะนำการตั้งค่าอัตโนมัติที่เหมาะกับแต่ละโปรเจกต์ รวมถึงกฎ (Rules) ที่ใช้ AI เพื่อช่วยให้เวิร์กโฟลว์ทำงานได้อัตโนมัติทั้งกระบวนการ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่ Reference custom fields: สามารถแนบงาน (Tasks), โปรเจกต์ (Projects), พอร์ตโฟลิโอ (Portfolios) และเป้าหมาย (Goals) เข้ากับฟิลด์ต่าง ๆ ได้โดยตรง เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างงานได้ชัดเจนขึ้น และนำข้อมูลไปใช้ต่อในระบบอัตโนมัติหรือรายงานได้สะดวกกว่าเดิม ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่ Relative date triggers now work on subtasks: ตั้งค่าทริกเกอร์ตามวันและเวลาที่ให้ทำงานได้กับทั้งงานหลักและงานย่อย เพื่อให้ระบบอัตโนมัติจัดการเวิร์กโฟลว์ได้ครบและต่อเนื่องมากขึ้น Script rule ownership and editing: ผู้แก้ไขโปรเจกต์ (Project Editor) สามารถดูรายละเอียดของ Script Rule ได้เอง พร้อมทั้งเปลี่ยน Owner หรือแก้ไขกฎได้ เพื่อให้เวิร์กโฟลว์ทำงานต่อเนื่องแม้ Owner เดิมจะเปลี่ยนไป Rule ownership...
Continue readingเคล็ดลับเขียน Prompt บน Asana AI Studio อย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ที่ชาญฉลาด
พวกเรากำลังอยู่ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในเครื่องมือการทำงานทุกประเภท รวมถึงแพลตฟอร์มอย่าง Asana ที่เพิ่มฟีเจอร์ Asana Intelligence (Asana AI) เพื่อช่วยให้ทีมทำงานเร็วขึ้น มีข้อมูลครบและตัดสินใจได้แม่นยำมากขึ้น แต่หัวใจสำคัญของการใช้งาน AI ให้ได้ผลจริง ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว มันอยู่ที่สิ่งที่เราสั่งให้ AI ทำหรือที่เรียกว่า Prompt นั่นเอง การเขียน Prompt ที่ดี จะทำให้ AI ทำงานให้เราได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลลัพธ์ที่ตรงกับความต้องการของเรามากขึ้น บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักเคล็ดลับ การเขียน Prompt สำหรับ Asana AI ให้ได้ผลลัพธ์ที่ชาญฉลาดและการตอบสนองที่ดีขึ้น Note: Asana AI และ AI Studio สามารถใช้งานได้สำหรับแพ็กเกจ Asana Starter ขึ้นไปเท่านั้น ผู้ใช้งานแบบ Personal (ฟรี) ไม่สามารถใช้งาน AI ได้ ดูรายละเอียดแพ็กเกจเพิ่มเติมได้ ที่นี่ ทำไมการเขียน Prompt ถึงสำคัญกับ AI? Prompt คือ “ข้อความคำสั่ง” ที่บอกให้ AI รู้ว่าเราต้องการอะไรและอยากให้ AI ทำอะไร เช่น “ช่วยสรุปโน้ตการประชุมให้สั้นใน 3 บรรทัด” “ตั้งชื่อโปรเจกต์ใหม่จากรายละเอียดด้านล่างให้เหมาะกับการตลาด” ยิ่งคุณเขียนคำสั่งได้ชัดเจนมากเท่าไหร่ AI ก็จะเข้าใจและตอบกลับได้ตรงกับความต้องการได้มากขึ้น สำหรับ Asana การเขียน Prompt ที่ดีจะช่วยอะไรบ้าง? สร้างหรือจัดการ Task ได้แบบอัตโนมัติ ให้ AI ช่วยสร้างงานใหม่ หรืออัปเดตข้อมูลใน Task ได้ทันทีตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้ วิเคราะห์ข้อมูลหรือสรุปงานให้ ไม่ต้องเสียเวลาอ่านข้อมูลทั้งหมด AI จะช่วยย่อยสาระสำคัญให้ภายในไม่กี่วินาที ช่วยตัดสินใจใน Workflow ได้อย่างแม่นยำ ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่งพร้อมกัน ทำให้ทีมเห็นภาพรวมก่อนตัดสินใจ ทำงานร่วมกับ Automation และกฎ (Rules)...
Continue readingพลิกโฉมทีมการตลาดของ Accor ด้วย Asana เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเกือบ 100%
Accor บริษัทโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปและหนึ่งในผู้นำระดับโลกที่มีโรงแรมในเครือมากมายรวมถึงในประเทศไทยเองที่รู้จักกันในชื่อโรงแรมต่าง ๆ เช่น SO/, Mövenpick, Pullman, Novotel และ ibis ได้เลือกใช้แพลตฟอร์ม Asana เพื่อยกระดับกระบวนการทำงานด้านการตลาดของพวกเขา ด้วยการรวมการจัดการแคมเปญทั้งหมดไว้ในที่เดียว ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น 96% ช่วยลดการประชุมได้ครึ่งหนึ่ง ส่งผลให้ทีมการตลาดมีเวลาที่จะไปโฟกัสกับงานด้านความคิดสร้างสรรค์และการคิดกลยุทธ์มากขึ้น ความท้าทายและอุปสรรคของ Accor ทีมการตลาดของ Accor ต้องเจอกับข้อมูลที่กระจัดกระจายและการสื่อสารหลายช่องทาง ข้อมูลสำคัญกระจายอยู่ใน Excel และ PowerPoint ทำให้การทำงานร่วมกันซับซ้อนและเสียเวลาในการค้นหาข้อมูลนาน รวมถึงยังต้องประชุมและส่งอีเมลจำนวนมาก จนกินเวลาที่ควรใช้กับงานสำคัญอื่น ๆ และความท้าทายยิ่งกว่านั้น คือ ทีมงานในแต่ละภูมิภาคและเขตเวลายังทำงานเชื่อมต่อกันได้ราบรื่นนัก โซลูชันของ Accor Accor ใช้ Asana เป็นแพลตฟอร์มศูนย์กลางในการทำงานด้านการตลาด เชื่อมต่อผู้ร่วมงานภายนอกกว่า 200 ราย ทั้งเอเจนซี่และที่ปรึกษาไว้ในระบบเดียว พร้อมจัดอบรมเฉพาะทีมเพื่อให้ทุกคนใช้งานได้อย่างราบรื่น ผลลัพธ์ของ Accor หลังใช้งาน Asana การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ช่วยพลิกโฉมการทำงานด้านการตลาดของ Accor ด้วยการรวมการสื่อสารไว้ในที่เดียว ส่งผลให้บริษัทสามารถ: เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีมขึ้นถึง 96% ลดจำนวนการประชุมและการส่งอีเมลลง 50% มีเวลามากขึ้นสำหรับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และการคิดเชิงกลยุทธ์ ด้วยระบบการทำงานใหม่นี้ยังสามารถทำงานร่วมกับทีมทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้การจัดการโปรเจกต์ง่ายขึ้น และช่วยให้นักการตลาดโฟกัสกับสิ่งที่ตัวเองต้องทำได้ดีที่สุดคือการสร้างและออกแบบแคมเปญที่โดดเด่นเพื่อดึงดูดลูกค้าของพวกเขา “ด้วย Asana เราสามารถสร้างศูนย์กลางของข้อมูลทั้งหมดได้ ช่วยให้การสื่อสารระหว่างทีมท้องถิ่นและทีมทั่วโลกเป็นไปอย่างราบรื่น และทำให้เราวางแผนและจัดการแคมเปญได้โดยไม่กระทบกับงานของทีม” Juliette Dembele Campaign Director at Accor Accor เลือก Asana เพื่อรวบรวมให้การจัดการแคมเปญการตลาดทั้งหมดอยู่ในระบบเดียว นักการตลาดยืนยันว่าเวิร์กโฟลว์ทำงานง่ายและมีความโปร่งใสมากขึ้น ทีมการตลาดมักต้องเจอกับความวุ่นวายในการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นอีเมลประสานงานที่เยอะเกินไป การประชุมยาวอย่างต่อเนื่อง ไฟล์ข้อมูล Excel ที่กระจัดกระจาย หรือ PowerPoint ที่มีหลายเวอร์ชันจนไม่รู้ว่าอันไหนคือไฟล์ Final Accor ที่มีพนักงานและผู้ร่วมงานกว่า 700 คน ต้องดูแลหลายแบรนด์ใน 4 ภูมิภาคทั่วโลก และต้องจัดการแคมเปญการตลาดหลายร้อยแคมเปญในแต่ละปี ซึ่งก็เผชิญกับความท้าทายเดียวกัน Juliette Dembele (Campaign...
Continue reading3 เครื่องมือ ช่วยให้มองเห็นภาพรวมของโปรเจกต์ทั้งหมดด้วย Asana
เลือกอ่านหัวข้อที่คุณต้องการได้เลย! วิธีการบริหารโปรเจกต์และงานของแต่ละคน แต่ละทีม แต่ละองค์กรมักมีการทำงานที่แตกต่างกันออกไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าผู้ที่ดูแลบริหารโปรเจกต์คิดเหมือนกัน คือ การมองเห็นภาพรวมของโปรเจกต์และงานทั้งหมดในรูปแบบที่จับต้องได้ เข้าใจง่ายและชัดเจน ซึ่งการบริหารโปรเจกต์แบบให้เห็นภาพที่ชัดเจนนั้นเรียกว่า Visual Project Management คือ แนวทางการบริหารโปรเจกต์ที่ผสมผสานการทำงานเข้ากับเครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อช่วยให้การดูภาพรวมของโปรเจกต์นั้น แสดงในรูปแบบของภาพและมุมมองต่าง ๆ ที่เข้าใจง่ายขึ้น ซึ่งในบทความนี้เราจะยกตัวอย่าง 3 เครื่องมือ ที่จะช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวมของโปรเจกต์ทั้งหมดได้อย่างชัดเจนและง่ายมากขึ้นด้วยแพลตฟอร์ม Asana จะมีอะไรบ้าง? ไปดูกัน! 1. ไทม์ไลน์และแผนภูมิ (Timelines & Gantt Charts) หนึ่งในวิธีการดูแผนของโปรเจกต์ให้ชัดเจน คือ การทำไทม์ไลน์และแผนภูมิ (Timelines & Gantt Charts) ซึ่งจะแสดงงานทั้งหมดของโปรเจกต์ในรูปแบบกราฟแท่ง เพื่อให้เห็นได้ว่าแต่ละงานต้องเริ่มและจบเมื่อไหร่ และใช้เวลานานแค่ไหน เหมาะสำหรับโปรเจกต์ที่มีกรอบเวลาชัดเจนและงานต้องเสร็จตามกำหนด ซึ่งวิธีนี้จะทำให้คุณจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ได้ดีขึ้น จัดการคนให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงและเห็นความเชื่อมโยงของงานทั้งหมด โดยตัวอย่างโปรเจกต์ที่เหมาะกับรูปแบบไทม์ไลน์และแผนภูมิ เช่น: การจัดการแคมเปญการตลาด แคมเปญการเปิดตัวสินค้า การวางแผนงานอีเวนต์ 2. กระดานคัมบัง (Kanban Boards) คัมบัง (Kanban) เป็นวิธีจัดการงานที่ใช้ “การ์ด” แทนงานแต่ละชิ้นและวางการ์ดไว้ในคอลัมน์ที่บ่งบอกถึงสถานะงานในตอนนั้น เช่น To-do → Doing → Done โดยที่เวลางานมีความคืบหน้า การ์ดก็ถูกย้ายไปตามคอลัมน์ถัดไป เพื่อทำให้ทีมมองเห็นได้ทันทีว่าตอนนี้งานอยู่ในขั้นตอนไหนของโปรเจกต์ทั้งหมด Kanban Boards เป็นเครื่องมือที่เหมาะกับงานหรือโปรเจกต์ที่มีหลายขั้นตอน และต้องการติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ได้ดีกับงานแบบ Agile เช่น: การพัฒนาซอฟต์แวร์หรือแอป (ตัวอย่าง: Backlog → In Progress → Testing → Done) การผลิตคอนเทนต์ หรือ เว็บไซต์ (ตัวอย่าง: Idea → Draft → Review → Published) การรับบรีฟและอนุมัติจากลูกค้า (ตัวอย่าง: Request...
Continue readingเปรียบเทียบ Asana AI และ AI Studio ต่างกันอย่างไร?
Asana ได้พัฒนาแพลตฟอร์มให้ก้าวข้ามขีดจำกัดมากกว่าแค่เครื่องมือจัดการงานและโปรเจกต์แบบเดิม ๆ ด้วยการผสานพลังของ AI เข้ามาในแพลตฟอร์ม เพื่อยกระดับการจัดการงานและโปรเจกต์ไปอีกขั้น ซึ่ง AI ในแพลตฟอร์ม Asana จะมี 2 ตัวด้วยกันคือ Asana AI และ AI Studio จึงอาจทำให้ผู้ใช้งานหลายคนสงสัยว่า ระหว่างสองตัวนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร? บทความนี้จะมาไขข้อสงสัยให้กับคุณ มาเริ่มทำความรู้จักกับ AI ทั้งสองตัวของ Asana กันเลย! Asana AI คืออะไร? Asana AI คือ ฟีเจอร์ที่อยู่ในแพลตฟอร์ม Asana โดยตรง ช่วยให้การทำงานประจำวันเป็นเรื่องง่ายขึ้นในหลาย ๆ ด้าน เช่น การสรุปข้อมูลของงานและโปรเจกต์ แนะนำการอัปเดตสถานะ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เสนอแนวทางการทำงานและเป้าหมายที่เหมาะสมแบบเรียลไทม์ เป็นผู้ช่วยมือขวาที่คอยทำงานอยู่เงียบ ๆ ช่วยให้คุณและทีมทำงานร่วมกันได้เร็วขึ้น เห็นภาพของงานและโปรเจกต์โดยรวมมากขึ้น Asana AI สามารถใช้งานได้ตั้งแต่แพ็กเกจ Asana Starter, Advanced, Enterprise และ Enterprise+ AI Studio คืออะไร? AI Studio คือ เครื่องมือสำหรับสร้างเวิร์กโฟลว์ภายในแพลตฟอร์ม Asana ที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยไม่ต้องเขียนโค้ดแม้แต่บรรทัดเดียว เหมาะสำหรับทีมที่ต้องการให้การทำงานบางอย่างเป็นไปตามโฟลว์ได้แบบอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ต้องมานั่ง Manual ด้วยตนเอง ให้ AI Studio ทำหน้าที่เสมือนเป็นผู้ช่วยที่อยู่เบื้องหลังในทีมของเรา โดยความสามารถหลักของ AI Studio มีดังนี้: สร้างเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติด้วยภาษาที่เราใช้ได้ง่าย ๆ: พิมพ์คำสั่งเวิร์กโฟลว์ที่เราต้องการด้วยภาษาง่าย ๆ เช่น ผู้ใช้งานสามารถพิมพ์คำสั่ง “ถ้ามีคำขอเข้ามาใหม่ ให้สร้างงานในโปรเจกต์ A แล้วแจ้งทีม B ให้ที” AI Studio ก็จะสร้างระบบอัตโนมัติให้ตามคำสั่งนั้นได้เลยทันที สร้าง “Smart Workflows” ที่ทำงานได้หลายขั้นตอน:...
Continue readingเปลี่ยนเป้าหมาย OKR ขององค์กรให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ด้วย Asana
หลายองค์กรเริ่มใช้ OKR เพื่อสร้างความชัดเจนให้กับเป้าหมายและผลลัพธ์ แต่ในความเป็นจริง การตั้ง OKR ให้สำเร็จไม่ใช่แค่เรื่องของการเขียนเป้าหมายให้ดูดีบนกระดาษ หากไม่มีการติดตามอย่างต่อเนื่องหรือไม่มีเครื่องมือที่ช่วยให้ทีมเห็นภาพรวมของสิ่งที่กำลังทำอยู่ ก็ยากที่จะเปลี่ยนเป้าหมายให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ Asana เข้ามาช่วย ทำให้ OKR ไม่ได้หยุดอยู่แค่บนกระดาษ แต่สามารถเชื่อมโยงเป้าหมายระดับองค์กรเข้ากับโปรเจกต์ งาน และคนในทีมอย่างเป็นระบบ บทความนี้จะพาคุณรู้จักวิธีตั้ง OKR ให้ได้ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ พร้อมเทคนิคและตัวอย่างที่ใช้งานได้ทันทีด้วย Asana เลือกอ่านหัวข้อที่คุณต้องการได้เลย! OKR คืออะไร? OKR (Objectives & Key Results) คือ วิธีการตั้งเป้าหมายที่ช่วยเชื่อมโยง “วัตถุประสงค์” กับ “ผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้” อย่างชัดเจน เช่น เพิ่มจำนวนผู้ใช้งานใหม่ 10,000 คนภายใน 1 ไตรมาสเป็นต้น การตั้ง OKR ในรูปแบบรายไตรมาสจะช่วยให้ทีมมีเป้าหมายที่ชัดเจน สามารถโฟกัสและปรับกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็วตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ตัวอย่าง OKR ของทีม Marketing: Objective: เพิ่มการมีส่วนร่วมของลูกค้าในไตรมาสที่ 3 Key Result 1: เพิ่ม Open Rate ของอีเมลจาก 25% เป็น 40% Key Result 2: เพิ่มจำนวนผู้สมัครสมาชิกรายเดือนจาก 3,000 เป็น 5,000 ราย Key Result 3: ลด Churn Rate จาก 8% เหลือ 5% ที่มาของ OKR (Objective และ Key Result ) OKR ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงปี 1970 โดย Andy Grove ซึ่งเคยทำงานอยู่ที่ Intel ได้ต่อยอดมาจากแนวคิด Management by...
Continue reading