Google Workspace is a foundation for business

ทำไม Google Workspace จึงกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญขององค์กรในยุควิกฤติ

เมื่อเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะตึงเครียด จากราคาน้ำมันพุ่งสูงอาจนำไปสู่การขึ้นราคาสินค้า ลดคุณภาพ และข้อจำกัดในการตัดสินใจที่มากขึ้น ส่งผลกระทบต่อทุกฝ่ายตั้งแต่ผู้บริโภคจนถึงผู้บริหารในภาคธุรกิจ CEO ต้องพาองค์กรเติบโตภายใต้ข้อจำกัดที่รัดตัว CFO ต้องควบคุมต้นทุนเข้มงวดโดยไม่ทำลายศักยภาพการแข่งขัน COO ต้องบริหารจัดการให้ “งานเดินต่อได้” ไม่ว่าสถานการณ์ภายนอกจะเปลี่ยนแปลงเพียงใด อย่างไรก็ตามปัญหาเหล่านี้ไม่ได้มาจากภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ถูก “ขยาย” ให้รุนแรงขึ้นด้วยระบบการทำงานภายในองค์กรเอง เช่น ระบบ IT ที่ยุ่งเหยิง การสื่อสารที่แยกส่วน และวัฒนธรรมการทำงานที่ไม่รองรับความผันผวน “นี่ไม่ใช่เรื่องของ IT แต่คือเรื่องของผู้นำ” จะรับมือกับความไม่แน่นอนได้อย่างไร จะตัดสินใจได้เร็วแค่ไหน จะควบคุมต้นทุนอย่างไรในภาวะกดดัน ในช่วงปกติสิ่งเหล่านี้อาจไม่ชัด แต่ในช่วงวิกฤติมันคือ “ตัวชี้ชะตาองค์กร” ดังนั้นท่ามกลางข้อจำกัดนี้ Google Workspace จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือจัดการเอกสารอีกต่อไป แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์” ที่ช่วยสร้างความยืดหยุ่นเพื่อให้ธุรกิจประคองตัวและไปต่อได้ในภาวะวิกฤติเช่นนี้ ทำไม Google Workspace จึงกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญขององค์กรในยุคนี้ 1. กำจัด “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” ภาระหนักที่องค์กรละเลย เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น หลายองค์กรเลือกมองไปที่ต้นทุนโลจิสติกส์ การจัดซื้อ หรือแรงงาน แต่กลับลืมมอง “ต้นทุนแฝง” ที่อยู่ในระบบ IT ที่ติดตั้งภายในองค์กร (on-premises) ซึ่งเป็นภาระต้นทุนในระยะยาว เช่น ค่าไฟฟ้าสำหรับเซิร์ฟเวอร์ ค่าระบบระบายความร้อน ค่าเสื่อมราคาและการเปลี่ยนอุปกรณ์ ค่าแรงดูแลระบบและความเสี่ยงจากระบบล่ม (Downtime) จากรายงานของ International Energy Agency (IEA) ระบุว่าความผันผวนของราคาพลังงานจะเป็น “โครงสร้างถาวร” ของเศรษฐกิจโลกในตอนนี้ องค์กรที่พึ่งพาระบบที่ใช้พลังงานสูงจึงเผชิญความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง  ดังนั้นการเปลี่ยนมาใช้ Google Workspace ช่วยให้องค์กรเปลี่ยนจากการ “ลงทุนดูแลเอง” ไปสู่การใช้บริการ Cloud ระดับโลกที่ผ่านการ Optimized มาอย่างสูงสุด ช่วยลด TCO (Total Cost of Ownership) ได้มากถึง 30 – 40% 2. เมื่อ “ความเร็วในการตัดสินใจ” คือสกุลเงินใหม่ของธุรกิจ ในโลกที่ผันผวนการตัดสินใจช้าอาจไม่ทันการเมื่อสถานการณ์หน้างานเปลี่ยนไปทุกนาที ซึ่งอาจเกิดจากข้อมูลกระจัดกระจายและการสื่อสารหลายขั้นตอน...

Continue reading
3 AI Tools for Marketing

3 AI Tools ที่ Marketing ต้องลอง!

สวัสดีค่ะ รินเป็น Senior Marketing Specialist จาก Demeter ICT นะคะ ในการทำงานปกติแล้วรินใช้ Google Workspace ทุกวัน ซึ่งก็จะมีการใช้ AI ด้วย วันนี้เลยอยากจะมาแชร์ AI Tools ที่รินมีการใช้งานจริงแล้วรู้สึกว่า “เวิร์ก!” สำหรับสาย Marketing ค่ะ 1. Gemini: Help me write จริงๆ ฟีเจอร์นี้มีทั้งในอีเมลและใน Google Docs เลยค่ะ แต่ตัวที่รินรู้สึกว่าสะดวกมาก คือ Help me write ที่อยู่ใน Google Docs เพราะเหมือนยก Gemini มาไว้ที่หน้า Google Docs เลยค่ะ ใช้งานได้ง่ายๆ ที่ Side Panel ไม่ต้องคอยสลับแท็บไปหน้า Gemini เหมือนเดิมแล้ว และในเรื่องของความสามารถเทียบเท่ากับ Gemini บนหน้าเว็บไหม? รินคิดว่าความสามารถจะยังไม่เก่งเท่าโมเดลใหญ่ในหน้าเว็บหลักค่ะ แต่ก็สามารถทำได้ใกล้เคียงเลย เช่น เวลารินเขียนบทความก็สามารถใช้ Gemini ช่วยออกความเห็นในหน้านั้นได้ มีตรงไหนที่ควรปรับ และมีคำแนะนำอย่างไร Gemini ใน Google Docs ก็สามารถทำได้ดีเลยค่ะ 2. Gemini Gems Gems เป็นฟีเจอร์ที่ใช้แบ่งความถนัดเป็นด้านๆ ค่ะ เช่น Gem 1: ถนัดด้านการทำ SEO และ Gem 2: ถนัดด้านเขียนสคริปต์ เป็นต้น ซึ่งฟีเจอร์นี้อยู่ใน Gemini และสามารถใช้ใน Side Panel ได้ด้วยค่ะ  สำหรับสาย Marketing รินชอบใช้ Gems เพื่อช่วยทำ SEO...

Continue reading
AppSheet คืออะไร

สรุป AppSheet คืออะไร ? ทำอะไรได้บ้าง ? (ฉบับเข้าใจง่าย)

AppSheet ถือได้ว่าเป็นแอปพลิเคชันที่ถูกพูดถึงและกำลังมาแรงแซงทางโค้งอย่างมากในประเทศไทยของเรา เพราะเพียงแค่เดือนเดียว Keyword คำว่า “AppSheet” ถูกค้นหาไปมากกว่า 3 หมื่นครั้ง  แล้วทำไม AppSheet ถึงกำลังได้รับความนิยมมากขนาดนี้กันนะ ? วันนี้ Demeter ICT จึงได้ทำสรุปฉบับเข้าใจง่าย ที่ไม่ว่าจะมือใหม่หัดใช้หรือคนที่ต้องการทำความรู้จักเพิ่มเติมว่า AppSheet จริง ๆ แล้วคืออะไร หน้าตาเป็นอย่างไร ทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้ท่านได้เข้าใจและเห็นภาพรวมกันชัด ๆ ไปเลย ! AppSheet คืออะไร ? AppSheet คือ เครื่องมือสร้างแอปพลิเคชันแบบเร็วที่สุดโดยที่คุณไม่ต้องมีทักษะการเขียนโค้ดแต่อย่างใด เพราะ AppSheet นั้นคือ No-Code Platform แบบ 100% เรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมใหม่จากค่าย Google ที่กำลังได้รับความสนใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว AppSheet ทำอะไรได้บ้าง ? AppSheet สามารถสร้างแอปพลิเคชันได้อย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลที่คุณจะต้องนำมาใช้งานก็มาจาก Google Sheets ที่คุณใช้อยู่ทุกวันนั่นแหละ เพียงแต่ว่าคุณนำข้อมูลเหล่านี้มาสร้างกระบวนการการทำงานให้เป็นระบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้การทำงานของคุณง่าย สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดย AppSheet สามารถรองรับได้ทั้ง Desktop version และ Mobile version เลย Demeter ICT สรุปให้สั้นๆ ว่า AppSheet สามารถ สร้างแอปพลิเคชันได้ สร้าง Workflow Automation ได้ สร้าง SMS, Bot, Push notifications อัตโนมัติได้ เชื่อมต่อกับข้อมูลได้หลากหลายประเภท เช่น Excel, Dropbox, Box, และ Saleforce.com ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็น Google Sheets เท่านั้น บันทึกข้อมูลจาก Google Forms Barcode ลายเซ็น...

Continue reading
Why Google Workspace can improve productivity more than 10 times

4 เหตุผลทำไม Google Workspace และ Gemini ช่วยทำงานให้เร็วขึ้นได้ 10 เท่า

หากพูดถึง Google Workspace ทุกคนคงจะเข้าใจว่าเป็นเพียงระบบอีเมล แต่จริงๆ แล้วในปัจจุบัน Google Workspace นั้นได้พัฒนาสู่การเป็น AI-first Operating System โดยการนำ Gemini เข้ามาช่วยให้การทำงานของคุณเจ๋งขึ้นและรวดเร็วขึ้น นี่คือเหตุผลที่คุณควรเริ่มต้นใช้งาน Google Workspace พร้อมกับ Gemini AI ผู้ช่วยอัจฉริยะที่จะทำให้การทำงานของคุณง่ายขึ้น 10 เท่า ส่องประโยชน์ของ Gemini ใน Google Workspace ที่คนทำงานต้องรู้ ! 1. เหมือนจ้าง “ผู้ช่วยส่วนตัว” ให้พนักงานทุกคนในราคาประหยัด ปรับเปลี่ยนมุมมองจากการมองว่าเป็นเพียงค่าใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ มาเป็นการลงทุนจ้างผู้ช่วย AI ส่วนตัวให้กับพนักงานทุกคน โดยมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่ประหยัดมาก ซึ่งน้อยกว่าค่าอาหารกลางวันเพียงมื้อเดียวเสียอีก แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการช่วยลดภาระงาน ประหยัดเวลา และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างมหาศาล 2. เปลี่ยนทุกการประชุมให้กลายเป็นกำไร แทนที่จะเสียเวลาหลายชั่วโมงไปกับการสรุปประชุม เปลี่ยนมาใช้ฟีเจอร์ “Take Notes for Me” ใน Google Meet เพื่อให้ Gemini จดบันทึกและติดตามรายการสิ่งที่ต้องทำ (Action Items) ให้โดยอัตโนมัติ เพียงแค่นี้คุณก็สามารถนำเวลาที่เหลือไปสร้างกำไรต่อได้ 3. วิเคราะห์ข้อมูลได้ทันที แม้ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ต้องรอ “เซียน Excel” หรือนักวิเคราะห์ข้อมูลอีกต่อไป ด้วย Gemini ใน Google Sheets คุณสามารถพิมพ์คำสั่งง่ายๆ เช่น “ช่วยไฮไลต์สินค้าที่มีการเติบโตสูงสุดในไตรมาสที่แล้ว” ทำให้การตัดสินใจทางธุรกิจเกิดขึ้นได้ในหลักวินาที ไม่ใช่หลักวันแบบวิธีเดิมๆ อีกต่อไป 4. เขียนเอกสารและนำเสนอแบบมือโปรใน 30 วินาที การเริ่มต้นจากหน้ากระดาษเปล่าเป็นเรื่องยากที่สุด แต่ด้วยฟีเจอร์นี้ “Help me write” ใน Google Docs จะช่วยให้คุณสามารถเขียนเอกสารแบบมืออาชีพได้ใน 30 วินาที เร็วขึ้นกว่าเดิมมากถึง 40 – 50% ...

Continue reading
AI-Chatbot-for-Business-Result-with-Executive

ทำไม AI Chatbot จำนวนมากไม่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจแบบที่ผู้บริหารต้องการ?

ในยุคที่ AI Chatbot และ Conversational AI กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานของหลาย ๆ องค์กร ซึ่งจะมีคำถามที่ผู้บริหารมักถูกถามบ่อย คือ “องค์กรคุณมี AI Chatbot หรือยัง?” แต่ในความเป็นจริง ผู้บริหารจำนวนไม่น้อยกลับพูดเหมือนกันว่า “เรามี Chatbot นะ… แต่ไม่เห็นผลทางธุรกิจอย่างที่คาดหวังไว้เลย” ซึ่งจริง ๆ แล้วคำถามที่ควรถามและสำคัญกว่านั้นคือ “AI Chatbot ที่คุณมี สร้างรายได้ให้ธุรกิจได้จริงหรือไม่?” แม้หลาย ๆ องค์กรจะมีการลงทุนใน AI แล้ว แต่กลับไม่สามารถสร้าง Business Impact หรือ ROI ได้อย่างที่คาดหวัง ซึ่งนี่ไม่ใช่ความล้มเหลวของเทคโนโลยี แต่คือ “ความล้มเหลวของกลยุทธ์” โดยบทความนี้เราจะมาอธิบายว่า ทำไม AI Chatbot ที่องค์กรส่วนใหญ่ใช้จึงล้มเหลวและไม่ค่อยประสบความสำเร็จ? องค์กรควรปรับมุมมองและกลยุทธ์อย่างไรเพื่อสร้าง ROI จาก AI ได้อย่างที่คาดหวัง? AI Chatbot คืออะไร? AI Chatbot คือ ระบบที่ใช้ AI ในการสนทนาอัตโนมัติ ช่วยตอบคำถามลูกค้า ทำ Automation และลดภาระให้กับทีม โดยองค์กรส่วนใหญ่นำ AI Chatbot มาใช้เพื่อ ลดต้นทุนด้าน Call Center ตอบคำถาม FAQ ง่าย ๆ แบบอัตโนมัติ ให้บริการลูกค้าได้ 24/7 เพิ่มความรวดเร็วในการตอบและบริการลูกค้า ซึ่งหน้าที่ทั้งหมดนี้ AI Chatbot สามารถช่วยองค์กรได้จริง แต่มันไม่เพียงพอสำหรับองค์กรที่ต้องการสร้างความเติบโตของธุรกิจ ทำไมองค์กรส่วนใหญ่จึงล้มเหลวและไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการใช้งาน? ทำไม AI Chatbot จึงล้มเหลว ไม่ประสบความสำเร็จตามที่ผู้บริหารคาดหวัง? 1. การมองเป้าหมายของ AI Chatbot เป็นแค่ “เครื่องมือ” ไม่ใช่ “กลยุทธ์”...

Continue reading

Asana Features Updated ประจำเดือนมีนาคม 2026

เลือกอ่านหัวข้อที่คุณต้องการได้เลย! สำหรับ Asana Package Personal และ Basic 1 click section & subtask expansion and collapse: ขยายหรือย่อทุก Section, กลุ่ม และ Subtask ในโปรเจกต์ได้ในคลิกเดียว Collapsible board columns: สามารถย่อหรือขยายคอลัมน์ในมุมมองแบบ Board ของโปรเจกต์และ My Tasks ได้ โดยระบบจะจำค่าที่ตั้งไว้ให้โดยอัตโนมัติ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่ Dropped and Completed status options: สามารถใช้สถานะ “Dropped” สำหรับโปรเจกต์ และใช้สถานะ “Dropped” และ “Completed” สำหรับ Portfolio ได้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่ Column dropdown for filter, group, and sort: เข้าถึง การกรอง (Filter), การจัดกลุ่ม (Group) และการเรียงลำดับ (Sort) ได้จากเมนูบนคอลัมน์ในมุมมองแบบ Grid Revamped trash experience: ลบและกู้คืนโปรเจกต์ รวมถึง Task และข้อความต่าง ๆ ได้จากหน้าถังขยะรวมศูนย์ในแถบเมนูด้านข้าง วิธีค้นหาและรายการที่ถูกลบ: คลิกที่แถบค้นหาด้านบนของหน้าต่าง Asana ในเมนูที่แสดงขึ้นมา ให้มองหาในส่วน Saved searches เลือก Deleted เพื่อเปิดหน้ารวมรายการที่ถูกลบ รายการที่ถูกลบทั้งหมด เช่น Task, ข้อความ และโปรเจกต์ จะถูกเก็บไว้ที่นี่เป็นเวลา 30 วัน หลังจากนั้น หรือหากมีการลบถาวร จะไม่สามารถกู้คืนได้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่ Optimized...

Continue reading

คู่มือสำหรับผู้บริหาร ขยายฐานบริการและปกป้องรายได้อย่างยั่งยืนด้วย AI-Powered QA จาก Zendesk

ในโลกธุรกิจปัจจุบัน ประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience – CX) ไม่ใช่แค่หน้าที่ของฝ่ายซัพพอร์ตอีกต่อไป แต่มันคือ “กลยุทธ์เพื่อการเติบโต” ที่ชี้ขาดชะตากรรมขององค์กร งานวิจัยจาก PwC ระบุว่า 73% ของลูกค้า ยืนยันว่าประสบการณ์การบริการมีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อ ขณะที่ Gartner คาดการณ์ว่ากว่า 80% ขององค์กร จะหันมาแข่งขันกันด้วย CX มากกว่าการสู้กันด้วยตัวสินค้าหรือราคา อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรลงทุนมหาศาลในการวางระบบ Zendesk การทำ Omnichannel และการนำ Automation มาใช้ แต่กลับละเลยการสร้างระบบ “การบริหารคุณภาพบริการ (Quality Assurance – QA)” ที่เป็นมาตรฐานระดับองค์กร ผลลัพธ์ที่ตามมาคืออะไร? ประสบการณ์ลูกค้าที่ไม่สม่ำเสมอ: ทำลายความเชื่อมั่นในแบรนด์ ความเสี่ยงด้าน Compliance ที่มองไม่เห็น: โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีกฎระเบียบเคร่งครัด รายได้รั่วไหล: จากการสูญเสียลูกค้า (Churn) ที่ป้องกันได้ ต้นทุนการบริการที่พุ่งสูงขึ้น: จากการทำงานซ้ำซ้อนและข้อผิดพลาด สำหรับผู้บริหารระดับสูง คำถามจึงไม่ใช่แค่ “เราต้องทำ QA หรือไม่?” แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ “เราจะขยายระบบ AI-Powered QA ใน Zendesk อย่างไร เพื่อปกป้องรายได้และขับเคลื่อนความเป็นเลิศในการดำเนินงานให้ยั่งยืน?” ทำไมผู้บริหารควรให้ความสำคัญกับ QA ใน Zendesk? Quality Assurance (QA) ใน Zendesk ไม่ใช่แค่การตรวจทานงานของพนักงาน แต่คือ “โครงสร้างการประเมินบทสนทนา” อย่างเป็นระบบ เพื่อรับประกันองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ: Accuracy of Resolution: ความถูกต้องแม่นยำของคำตอบ (ลดการติดต่อซ้ำ) Compliance Adherence: การปฏิบัติตามข้อกำหนดและกฎหมาย (ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย) Professional Communication: ความเป็นมืออาชีพในการสื่อสาร (รักษาภาพลักษณ์องค์กร) Brand Alignment: การส่งมอบประสบการณ์ที่ตรงตาม DNA ของแบรนด์...

Continue reading
How to record meeting

วิธีบันทึกประชุม (Record meeting) และดูวิดีโอย้อนหลังใน Google Meet

ในยุคการทำงานแบบ Hybrid การเก็บบันทึกข้อมูลการประชุมถือเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้การส่งต่องานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการทบทวนมติที่ประชุมหรือการแชร์ข้อมูลให้กับผู้ที่ติดภารกิจจนไม่สามารถเข้าร่วมได้  อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจยังมีความสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอนการบันทึกวิดีโอ (Record Meeting) บน Google Meet รวมถึงระบบการจัดเก็บไฟล์ว่าถูกส่งไปที่ใดและใครบ้างที่มีสิทธิ์เข้าถึง  บทความนี้จะช่วยสรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับการบันทึกวิดีโอประชุม (Record meeting) เพื่อให้การทำงานในองค์กรของคุณไหลลื่นและตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้อย่างง่าย วิธีการบันทึกประชุม (Record meeting) ใน Google Meet เปิด Google Meet และเข้าร่วมประชุม ไปที่ จุด 3 จุด หรือ More options 3. กด Manage recording (หากไม่มี จะต้องทำการอัปเกรดเป็น Google Workspace Standard ขึ้นไป) วิดีโอที่บันทึกจะถูกจัดเก็บไว้ที่ใด หากคุณต้องการดูวิดีโอการประชุมย้อนหลัง เมื่อจบการประชุม Google Meet จะทำการประมวลผล ซึ่งอาจใช้เวลาประมาน 5 นาที – หลายชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความยาวของวิดีโอ โดยวิดีโอการประชุมจะถูกจัดเก็บไว้ใน 3 ที่ ดังนี้ 1. Google Drive ไฟล์วิดีโอจะถูกบันทึกไว้ใน Google Drive ของ “คนที่กดเริ่มบันทึก” หรือ “ผู้สร้างห้องประชุม (Organizer)” วิธีการค้นหาไฟล์วิดีโอจากการบันทึกการประชุม ไปที่ Google Drive ค้นหาโฟลเดอร์ที่ชื่อว่า “Meet Recordings” ค้นหาไฟล์วิดีโอโดยพิมพ์ชื่อห้องประชุม_วันที่_เวลา หรือหากคนที่เริ่มกดบันทึกคือคนละคนกับผู้สร้างห้องประชุม วิดีโอจะถูกจัดเก็บไว้ที่ Drive ของผู้สร้าง แต่ผู้ที่กดบันทึกจะมีสิทธิ์ในการเข้าถึงไฟล์นั้นได้อย่างอัตโนมัติ 2. อีเมล (Email Notification) หลังจากการประมวลผลวิดีโอเสร็จสิ้น Google Meet จะส่งวิดีโอไปยังอีเมลของ เจ้าของห้องประชุม (Organizer) และ คนที่กดบันทึก 3. Google Calendar หากการประชุมนั้นมีการนัดหมายผ่านปฏิทิน...

Continue reading