งานสัมมนาออนไลน์ Agentic AI for Marketers 2026: Turning Conversations into Measurable Revenue

เมื่อ AI สำหรับนักการตลาดในปี 2026 ทำได้มากกว่าที่คุณคิด ด้วยพลังของ AGENTIC AI Webinar นี้จะพาคุณไปอัปเดต เทรนด์ AI สำหรับนักการตลาดปี 2026พร้อมเจาะลึกแนวคิดของ Agentic AI – AI ยุคใหม่ที่ไม่ได้แค่ช่วยคิด ช่วยออกแบบแคมเปญ หรือช่วยตอบข้อความแต่สามารถ เข้าใจลูกค้า วิเคราะห์ข้อมูล ตัดสินใจ และขับเคลื่อน Action ทางการตลาดได้อัตโนมัติ เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจและรายได้ที่ วัดผลได้จริง คุณจะได้เรียนรู้ว่า… AI กำลังเปลี่ยนบทบาทของนักการตลาดและโอกาสในการสร้างรายได้ในปี 2026 อย่างไร? Agentic AI มีความต่างจาก AI แบบเดิมอย่างไร? และสำคัญกับนักการตลาดอย่างไร? โอกาสที่จะเปลี่ยน Conversational Marketing จากแค่ “แชทกับลูกค้า” ให้กลายเป็น Revenue ได้อย่างไร? หากคุณเป็นนักการตลาดหรือเจ้าของธุรกิจที่ต้องการ เพิ่มยอดขายจากช่องทางแชท สร้าง ROI ที่วัดผลได้และเตรียมพร้อมสู่การตลาดปี 2026 Webinar นี้คือสิ่งที่คุณไม่ควรพลาด ลงทะเบียนได้เลย! ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน *เข้าร่วมงานฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย* ข้อมูลเพิ่มเติม งานสัมมนาออนไลน์ลงทะเบียนและเข้าร่วมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย บรรยายผ่านช่องทาง Google Meet (ลิงก์จะส่งให้หลังจากลงทะเบียนเสร็จสิ้น) ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน Days Hours Minutes Seconds...

May 2026 - Asana features updated

Asana Features Updated ประจำเดือนพฤษภาคม 2026

เลือกอ่านหัวข้อที่คุณต้องการได้เลย! สำหรับ Asana Package Personal และ Basic New out out-of-office entry point + multiple entries: สามารถเพิ่มรายการวันลางานได้หลายช่วงเวลาในที่เดียว ไม่ว่าจะลาพักร้อน ลากิจ หรือเดินทาง ช่วยให้ข้อมูลการลางานอัปเดตตรงกันทั้งบนเว็บและมือถือ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่ Find @mentions more easily in email + product: แสดง @Mention ให้เด่นและชัดขึ้นใน Inbox และอีเมลสรุปงานประจำวัน เพื่อให้คุณค้นหาและตอบกลับได้สะดวกยิ่งขึ้น Inbox filters for messages and status updates: กรอง Inbox ให้แสดงเฉพาะข้อความหรือการอัปเดตสถานะที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คุณโฟกัสเฉพาะการแจ้งเตือนที่สำคัญได้ง่ายขึ้น Edit personalization fields in Settings: อัปเดตข้อมูลตำแหน่งงาน หน้าที่ความรับผิดชอบ และรายละเอียดอื่น ๆ ได้เองจากหน้า Settings หลังจากตั้งค่าบัญชีแล้ว สำหรับ Asana Package Starter และ Premium Google Drive and OneDrive links in Chat: เปิดไฟล์จาก Google Drive และ OneDrive ใน Chat ได้ทันที เพียงแชร์ลิงก์ไฟล์ที่รองรับ Smart Chat โดยไม่ต้องแนบไฟล์ใหม่ Project roles in rule actions: สร้างโปรเจกต์แล้วกำหนด Role ให้ทีมได้อัตโนมัติ โดยตั้งค่าไว้ใน Rule เพียงครั้งเดียว ระบบจะใส่หน้าที่ของแต่ละคนให้ทันทีเมื่อสร้างโปรเจกต์ใหม่จาก Template ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่...

Continue reading
Appier Customer Success Story - Pop Mart with BotBonnie

ถอดสูตร! POP MART ไต้หวัน ยกระดับการทำ OMO ด้วย BotBonnie ดันยอดร่วมกิจกรรมพุ่ง 90% และ LINE โตแรง 210%

POP MART แบรนด์อาร์ตทอย (Designer Toys) และ กล่องสุ่ม (Blind Box) ระดับโลก ที่สร้างกระแสความฮิตและปรากฏการณ์คอลเลกชันอย่าง MEGA Collection จนเกิดเป็นวัฒนธรรมการสะสมของเล่นศิลปะไปทั่วโลก แต่เบื้องหลังความสำเร็จในการกระจายสินค้าแบบลิมิเต็ด (Limited-edition) ที่มีผู้ต้องการครอบครองจำนวนมหาศาลนั้น มีความท้าทายในการจัดการระบบหลังบ้านเป็นอย่างมาก วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกกรณีศึกษาของ POP MART จากไต้หวัน ที่จับมือกับ BotBonnie แพลตฟอร์ม Conversational Marketing ในการทำ OMO (Online-Merge-Offline) Transformation ที่สามารถแก้ปัญหาการกักตุนสินค้า และสร้างความเติบโตให้กับแบรนด์อย่างต่อเนื่อง จากการทำตลาดผ่านหลากหลายช่องทาง ทั้งร้านค้า Flagship Stores, ตู้ขายของอัตโนมัติ (AI-powered Roboshops) และแพลตฟอร์มดิจิทัลอีกมากมาย ไปดูกันเลย! เลือกอ่านหัวข้อที่คุณต้องการได้เลย! OMO คืออะไร? OMO หรือ Online-Merge-Offline คือ การผสานข้อมูลจากช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ทั้งในการเชื่อมต่อข้อมูลลูกค้า ข้อมูลสมาชิก สต็อกสินค้า และกิจกรรมทางการตลาดทุกส่วนเข้าด้วยกัน สร้างประสบการณ์การซื้อขายที่ไร้รอยต่อ ไม่ว่าลูกค้าจะอยู่ช่องทางไหน อ่านเพิ่มเติมแบบเต็ม ๆ ได้ ที่นี่ เป้าหมายหลักของ POP MART ไต้หวัน ก่อนใช้งาน BotBonnie ต้องการเพิ่มความโปร่งใสและความยุติธรรมในการขายสินค้าประเภท Limited-edition ด้วยระบบ OMO (Online-Merge-Offline) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ยกระดับ Customer Engagement ผ่านช่องทาง LINE OA และ Messenger โดยการส่งแจ้งเตือนเฉพาะบุคคล (Personalized Notification) แบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่ม Conversation rate (CVR) ลดต้นทุนด้านการบริการลูกค้าด้วยการตอบแชทลูกค้าแบบอัตโนมัติ (AI Chatbot Automation) ความท้าทายของ POP MART จากระบบ Manual ที่สร้างความสับสนและเสี่ยงต่อการกักตุน ในอดีต...

Continue reading
Transforming-Work-Management-Platform-into-Executive-Intelligence-with-Asana

พลิกโฉม ‘Work Management Platform’ สู่ ‘Executive Intelligence’ ด้วย Asana

เมื่อองค์กรเติบโตขึ้น หลายองค์กรพยายามปรับตัวด้วยการเพิ่มทีมงาน เพิ่มโปรเจกต์ และอัดแน่นตารางการประชุมจนแทบไม่มีเวลาหายใจ แต่ผู้บริหารจำนวนมากก็ยังคงต้องเผชิญกับคำถามที่ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า “ตอนนี้องค์กรของเรากำลังเกิดอะไรขึ้นบ้าง?” ปัญหาของธุรกิจยุคดิจิทัลที่ไม่ใช่แค่การขาดข้อมูล แต่คือการขาด “Real-time Visibility” หรือ การมองเห็นภาพรวมของโปรเจกต์และสถานะของงานทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในองค์กรอย่างแท้จริง กว่าที่รายงานจะสรุปส่งถึงมือผู้บริหาร ความเสี่ยงก็อาจกลายเป็นความเสียหายไปแล้ว ไม่ว่าจะเกิดจากโปรเจกต์ที่ล่าช้า ทีมงานเริ่มเกิดภาวะหมดไฟ (Burnout) หรือปัญหาคอขวดงานกระจุกตัว ที่ไม่มีใครมองเห็น นี่คือเหตุผลที่หลาย ๆ องค์กร เริ่มเปลี่ยนวิธีการทำงาน จากการใช้เครื่องมือแบบเดิม ๆ มาสู่การใช้ Work Management Platform อย่าง Asana ที่ปรับโฉมจาก “เครื่องมือสั่งงาน” สู่ “ระบบ Executive Intelligence” ระดับโลกที่แท้จริง Asana แพลตฟอร์มที่เป็นมากกว่าแค่เครื่องมือจัดการงานและโปรเจกต์ หลายคนอาจรู้จัก Asana ในฐานะเครื่องมือจัดงาน (Work Management Platform) หรือจัดการโปรเจกต์ (Project Management Platform) แต่สำหรับการทำงานปัจจุบัน ต้องการเครื่องมือที่มีความคล่องตัวสูง Asana จึงได้ยกระดับตัวเองขึ้นเป็น แพลตฟอร์มบริหารงานสำหรับองค์กร ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการทำงานร่วมกันของทุกทีมและทุกระดับ (Single Source of Truth) Asana เป็นผู้ช่วยการทำงานในทุกระดับทั้ง: ทีม Operation ที่ช่วยลดงาน Manual หรืองานประจำวันที่ไม่สร้างมูลค่าให้กับบริษัท (Work about work) ทีม Management ที่ช่วยลดกำแพงการทำงานแบบ Silo ให้มองเห็นความคืบหน้าของโปรเจกต์ พร้อมการบริหารทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพทั้งคนและงานให้สมดุลกันมากขึ้น ทีม Organization ที่ช่วยให้ผู้บริหารสามารถมองเห็นภาพของงานและโปรเจกต์ทั้งหมดได้ในที่เดียว ไม่ต้องคอยรวบรวมข้อมูลจาก Spreadsheet, Email, LINE หรือการประชุมหลายรอบ ที่อาจก่อให้เกิดต้นทุนแฝงให้กับองค์กร สามารถเข้าถึงข้อมูลบน Asana และตัดสินใจได้ทันที เมื่อทุกทีมและทุกระดับรับรู้หน้าที่ของตัวเองและเป้าหมายขององค์กรที่ตรงกัน ก็มั่นใจได้ว่าทุกคนจะโฟกัสกับสิ่งที่ตัวเองรับผิดชอบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำไมองค์กรไปต่อไม่ได้ ถ้าคุณยังมองไม่เห็นปัญหา? เพราะเมื่อองค์กรเติบโตขึ้น ความซับซ้อนของงานก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โปรเจกต์หนึ่งอาจต้องทำงานร่วมกันกับหลาย ๆ ทีม (Cross-team collaboration)...

Continue reading
What's new in Gemini 3.5 model

Gemini 3.5 มาแล้ว! อัปเกรดรอบนี้เก่งขึ้นแค่ไหน มีอะไรใหม่บ้าง?

ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ของ AI ด้วยการเปิดตัว Gemini Model 3.5 ทั้งในรุ่น Flash และ Thinking ที่จะมาเปลี่ยนนิยามคำว่า “ฉลาดแต่ช้า” หรือ “เร็วแต่ไม่ลึก” ให้กลายเป็นความสามารถที่เหนือชั้นกว่าเดิม มอบประสบการณ์การใช้งานที่ทั้งคุ้มค่าและชาญฉลาดในทุกมิติ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกข้อมูลจากผลทดสอบการใช้งานจริง เพื่อให้เห็นถึงการยกระดับประสิทธิภาพที่ก้าวกระโดด และเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Gemini 3.5 คือโมเดลที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจมากที่สุดในขณะนี้! Gemini Model 3.5 ดีกว่าเดิมอย่างไร? 1. ฉลาด เร็ว ลึก แน่นอนว่าการอัปเกรดโมเดลใหม่ย่อมมาพร้อมกับความสามารถที่เหนือชั้นกว่าเดิม ซึ่งจากการทดสอบใช้งานจริง Gemini 3.5 ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความอัจฉริยะที่รอบด้านมากขึ้นอย่างชัดเจน ภายใต้คอนเซปต์หลักคือ: ฉลาด (Smart): ให้ข้อมูลที่แม่นยำสูง รองรับการอัปเดตแบบ Real-time พร้อมการสื่อสารด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย และเป็นธรรมชาติมากขึ้น เร็ว (Fast): Gemini 3.5 สามารถประมวลผลและสร้างสรรค์คำตอบด้วยความเร็วระดับมิลลิวินาที (เร็วกว่าวินาทีหลายเท่า!) ลึก (Deep): ยกระดับการวิเคราะห์ข้อมูลให้ลึกยิ่งขึ้น พร้อมระบบแสดงแหล่งที่มาของข้อมูลโดยอัตโนมัติเพื่อความน่าเชื่อถือในทุกคำตอบ 2. ระบบ Dynamic Thinking ช่วยสลับโมเดลอัตโนมัติให้เหมาะกับงาน ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมที่ต้องคอยสลับโมเดลให้เหมาะสมกับประเภทงานด้วยตนเอง เพราะ Gemini 3.5 มาพร้อมระบบการประมวลผลแบบ ‘Dynamic Thinking’ ที่สามารถปรับเปลี่ยนโมเดลเบื้องหลังให้สอดคล้องกับระดับความซับซ้อนของคำสั่งได้โดยอัตโนมัติ หมายความว่า ระบบจะมีการประเมินความยาก-ง่ายของคำสั่ง แล้วเลือกโมเดล 3.5 Flash หรือ 3.5 Thinking โดยที่คุณไม่ต้องตั้งค่าใดๆ คำแนะนำ: คุณสามารถเปิดใช้งานโมเดล Flash ทิ้งไว้ได้เลย เพื่อรองรับประสบการณ์การทำงานที่คล่องตัวและสะดวกสบายสูงสุดในทุกสถานการณ์ 3. ลด Token เพิ่มโควตาการใช้งาน ด้วยประสิทธิภาพของระบบ ‘Dynamic Thinking’ ทำให้การจัดสรรปริมาณ Token เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จากเดิมหากมีการตั้งค่าใช้งานโมเดลที่มีความซับซ้อนสูง (Thinking Model) กับคำถามทั่วไปที่ไม่ซับซ้อน ระบบจะยังคงดำเนินกระบวนการวิเคราะห์เชิงลึกตามการตั้งค่าเดิม ส่งผลให้เกิดการใช้ Token จำนวนมากโดยไม่จำเป็น ...

Continue reading
CDP คือ

CDP คืออะไร? ทุกเรื่องที่นักการตลาดต้องรู้เกี่ยวกับ Customer Data Platform ปี 2026

ในยุคที่ข้อมูลลูกค้าเปรียบเหมือนขุมทรัพย์ ธุรกิจมากมายต่างแข่งขันกันเก็บข้อมูลลูกค้า แต่คำถามที่สำคัญกว่า คือ “เรานำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพแล้วหรือยัง?” หากธุรกิจของคุณกำลังเผชิญปัญหาข้อมูลลูกค้าที่กระจัดกระจาย ยิงแอดไม่แม่นยำ หรือไม่สามารถทำการตลาดแบบ Personalization ได้อย่างที่ต้องการ สิ่งที่คุณกำลังตามหาอาจจะเป็นเครื่องมืออย่าง “CDP” บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกว่า CDP คืออะไร? ทำไมแบรนด์ชั้นนำระดับโลกส่วนใหญ่ถึงต้องมี และมันจะเข้ามาพลิกธุรกิจของคุณในปี 2026 ได้อย่างไร? เลือกอ่านหัวข้อที่คุณต้องการได้เลย! CDP คืออะไร? นิยามและความหมายแบบเข้าใจง่าย CDP หรือ Customer Data Platform คือ แพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลลูกค้าจากทุกช่องทาง (ทั้งออนไลน์และออฟไลน์) นำมาจัดระเบียบและเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างโปรไฟล์ลูกค้าแบบรวมศูนย์เพียงหนึ่งเดียว (Single Customer View) ที่มีความถูกต้อง แม่นยำ และอัปเดตแบบเรียลไทม์ ทำให้นักการตลาดสามารถดึงข้อมูลชุดนี้ไปใช้งานร่วมกับเครื่องมือการตลาดอื่น ๆ เพื่อสร้างแคมเปญที่ตรงใจกับลูกค้ามากที่สุด หากจะอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ Customer Data Platform (CDP) คือ สมองส่วนกลางของการทำการตลาด ที่คอยบริหารจัดการข้อมูลลูกค้าเพื่อให้นักการตลาดนำไปใช้ทำแคมเปญต่อนั่นเอง ทำไมธุรกิจถึงต้องการ CDP และปัญหา Data Silo คืออะไร? แม้หลายธุรกิจจะมีเครื่องมือมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบ POS, ระบบ CRM, เว็บไซต์ E-commerce หรือแอปพลิเคชัน แต่ปัญหาที่มักพบคือ ‘ข้อมูลไม่ซิงก์กัน’ ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า Data Silo Data Silo คือ ภาวะที่ข้อมูลถูกเก็บแยกกันอยู่ตามแต่ละแผนกหรือแต่ละระบบอย่างกระจัดกระจาย เช่น: ทีม Marketing: มีข้อมูลว่าลูกค้าคลิกโฆษณาและคลิกดูสินค้าชิ้นไหน? ทีม Sales: มีข้อมูลว่าลูกค้าโทรมาสอบถามแพ็กเกจใด? ทีม Customer Service: มีข้อมูลว่าลูกค้าเคยเคลมสินค้าอะไรไปบ้าง? เมื่อข้อมูลเกิด Data Silo ธุรกิจจะไม่สามารถมองเห็นลูกค้าแบบ Customer 360° ได้ ผลที่ตามมาคือ ลูกค้าอาจได้รับโฆษณาสินค้าที่พวกเขาเพิ่งกดสั่งซื้อไปเมื่อวาน ซึ่งจะเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ไม่ดี (Bad Customer Experience) และเป็นการผลาญงบการตลาดโดยเปล่าประโยชน์ จุดเปลี่ยนสำคัญ...

Continue reading
Big data to insights in Google Sheets

แชร์ประสบการณ์เปลี่ยน Data เป็น Insights ใน Google Sheets ง่าย ๆ ด้วย Data Connectors

คุณ Jay Thacker หัวหน้าฝ่ายการเงินของ Google Workspace ได้แชร์ประสบการณ์ทำงานจากการเชื่อมต่อ BigQuery และ Google Sheets ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากจากหลายชั่วโมงให้เหลือเพียงไม่กี่นาที และนี่คือผลลัพธ์จากการใช้ Data Connectors กับ BigQuery ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 1. ลดระยะเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูลที่เกินจำเป็น (Data Drudgery) ในอดีตนักวิเคราะห์ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเขียน SQL ที่ซับซ้อน การจัดการเวอร์ชันของไฟล์ และการดึงข้อมูลที่ล้าสมัยมาใช้งาน ส่งผลให้มีเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูลจริงนั้นน้อยลง  แต่เมื่อใช้ Data connectors ทีมสามารถสร้างและแชร์การวิเคราะห์ได้รวดเร็วมากขึ้นโดยใช้เวลาเพียง 25% เมื่อเทียบกับการวิเคราะห์แบบเดิม 2. จัดการและวิเคราะห์ข้อมูล “จำนวนมหาศาล” โดยไม่ต้องใช้ SQL ทีมสามารถเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาล (Big Data) ได้โดยตรงผ่านหน้าอินเทอร์เฟซของ Google Sheets โดยไม่ต้องเขียนโค้ด SQL แม้แต่บรรทัดเดียว วิเคราะห์รวดเร็ว: สามารถวิเคราะห์ธุรกรรมพันล้านรายการได้ในไม่กี่วินาที ใช้งานง่าย: ทุกคนในทีมสามารถทำ Trend Analysis หรือปรับเปลี่ยน Pivot Table ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ Data engineer 3. ทุกข้อมูลส่งต่อถึงกันได้อย่างปลอดภัย การเชื่อม Data connectors กับ BigQuery ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัยในการส่งไฟล์ไปมาทางอีเมล โดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ใน BigQuery ในฐานะ “Single Source of Truth” ผู้ใช้จะเห็นเฉพาะข้อมูลที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ลดความเสี่ยงจากการดาวน์โหลดข้อมูลลงเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว 4. ปลดล็อกการวิเคราะห์และการคาดการณ์ขั้นสูงด้วย AI และ BigQuery ML การ Forcasting ทำได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าเดิมด้วยการผสานพลังรวมกับ BigQuery ML และโมเดล TimesFM ของ Google โดยที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา Data Scientist เพื่อการวิเคราะห์ขั้นสูงอีกต่อไป หมายความว่าคุณสามารถข้ามขั้นตอนที่ซับซ้อนไปได้และสามารถสร้างข้อมูลเชิงลึกได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องใช้ SQL...

Continue reading
Why-Growing-Organization-should-use-Asana

ทำไมองค์กรที่กำลังโตควรใช้ Asana? ระบบจัดการงานที่ช่วยปลดล็อก Execution ให้องค์กร

หลายองค์กรตื่นเช้ามาพร้อมคำถามที่ว่า “ทำไมทุกคนดูยุ่งมาก แต่ทำไมงานถึงไม่เดิน?” ในช่วงแรกที่ทีมยังเล็ก การคุยผ่าน LINE, ประสานงานบน Excel หรือเรียกประชุมด่วนบ่อยๆ อาจจะยัง “เอาอยู่” แม้จะไม่ค่อยมีประสิทธิภาพนัก แต่เมื่อไหร่ที่องค์กรเริ่ม Scale มีคนมากขึ้น งานซับซ้อนขึ้น และ Stakeholder หลากหลายขึ้น เช่น Marketing ต้องคุยกับทีม Product, ทีม Product ต้องรอทีม Engineering และ Sales ก็รอทุกคนอีกที งานมันไม่ได้อยู่ในทีมเดียวอีกต่อไป แต่มัน “เชื่อมโยงกันไปทั้งองค์กร” ช่วงเวลานี้แหละที่ความพังแบบเงียบ ๆ จะเริ่มเกิดขึ้นทันที บทความนี้จะพาคุณไปค้นหาคำตอบว่า ทำไมระบบ Work Management อย่าง Asana ถึงไม่ใช่แค่ “ทางเลือก” แต่เป็น “ทางรอด” ขององค์กรยุคใหม่ที่กำลังเติบโต เมื่อ Productivity ถูกทำลายด้วยความวุ่นวายในการ Coordination ผู้บริหารส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าทีมงานไม่มีประสิทธิภาพ (Productive) จึงพยายามเร่งให้คนทำงานหนักขึ้น แต่ความเป็นจริง “คนทำงานหนักเกินไปแล้ว” ซึ่งปัญหาที่แท้จริงคือ การประสานงาน (Coordination) ที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ จากงานวิจัย Anatomy of Work โดย Asana พบว่าพนักงานใช้เวลาถึง 58% ไปกับการ “จัดการงาน” (Work about work) เช่น: การตามสถานะงานว่าไปถึงไหนแล้ว การถามหาว่าใครเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้ การประชุมที่ยาวนานเพียงเพื่อ Update ข้อมูลที่ควรจะเห็นได้อยู่แล้ว นี่คือต้นทุนแฝงที่สูงมหาศาล ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คือ “ความเร็วขององค์กร” ที่หายไป ทำไมการประสานงานที่ไม่ดี ถึงเป็นฝันร้ายของผู้บริหาร? เมื่อองค์กรขยายตัว ปัญหาเรื่องการจัดการงานจะไม่ใช่แค่เรื่องของ “พนักงาน” อีกต่อไป แต่มันจะกลายเป็น “วิกฤตระดับผู้นำ” ที่อันตรายกว่าที่คิด: เห็นแค่เงา ไม่ใช่ร่างจริง: สิ่งที่ผู้บริหารเห็นในห้องประชุมคือ Report หรือ Dashboard...

Continue reading

Exclusive Workshop: Transform Everyday Work into Smart Workflows with Workspace Studio & Gemini

คลิกลงทะเบียนรับสิทธิ์เข้าร่วม ทุกวันนี้…คุณต้องสลับหลายแอป และทำงานซ้ำไปซ้ำมาอยู่หรือเปล่า? และจะดีกว่าไหม ถ้าทุกอย่างเชื่อมกันอัตโนมัติเป็น Workflow ที่ลื่นไหล บวกกับมี AI ช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้น ด้วย Google Workspace Studio หากการทำงานของคุณเป็นแบบนี้อยู่…… ใช้แค่ส่งเมลและทำงานเอกสาร ข้อมูลอยู่คนละที่ ต้องคอยหาเป็นประจำ ภายในหนึ่งงาน ต้องทำหลายขั้นตอนซ้ำไปซ้ำมา ต้องสลับไปมาหลายแอปกว่าจะจบงาน อยากใช้ AI แต่ยังไม่รู้จะเริ่มยังไงกับงานจริง ลองเปลี่ยนวิธีทำงานดูไหม? ให้แอปใน Google Workspace ที่คุณใช้อยู่แล้ว เชื่อมต่อกันเป็น Workflow อัตโนมัติ และมี AI เข้ามาช่วยจัดการบางขั้นตอนให้  ไม่ว่าจะเป็นการสรุปข้อมูล เขียนอีเมล หรือจัดการงานเบื้องต้น ทุกอย่างเกิดขึ้นและจบได้…ในที่เดียว สิ้นสุดการรอคอยกับ Workshop สุด Exclusive! ขอเชิญลูกค้า Google Workspace ของ Demeter ICT ทุกท่าน เข้าร่วมงาน “Exclusive Workshop: Transform Everyday Work into Smart Workflows with Google Workspace Studio & Gemini”  ที่จะพาคุณไปเปิดประสบการณ์และเรียนรู้ตัวช่วยในการทำงานรูปแบบใหม่ด้วย Google Workspace Studio ที่มีมาพร้อมกับเครื่องมือ Google Workspace ในงานนี้เราจะพาลงมือสร้าง Workflow ด้วยการนำแอปการทำงานต่างๆ เช่น Docs, Gmail  และ Chat มาตั้งค่าให้ทำงานแทนเราโดยอัตโนมัติ  ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนงานที่เคยต้องทำซ้ำๆ ให้สามารถทำงานต่อเนื่องได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น พร้อมยกระดับ Workflow ของคุณให้ล้ำยิ่งขึ้น ด้วย Gemini ที่จะช่วยให้การทำงานง่ายและคล่องตัวกว่าเดิม Google Workspace Studio คืออะไร? ช่วยงานเราได้อย่างไร? คลิกที่นี่ งานนี้เข้าร่วมฟรี ! อยากรู้วิธีให้งานทำงานแทนคุณในทุกวัน พบกันได้ที่นี่...

Continue reading
Conversation Commerce with BotBonnie

จาก ‘แชท’ สู่ ‘ยอดขาย’ เจาะลึกกลยุทธ์ Conversational Commerce ด้วย BotBonnie

ธุรกิจส่วนใหญ่กำลังสูญเสียรายได้ไปกับ ‘บทสนทนาที่ไม่เคยปิดการขาย’ บทความนี้จะพาทุกท่านมาเรียนรู้วิธีเปลี่ยนแชทให้กลายเป็นช่องทางสร้างรายได้ให้กับองค์กรที่วัดผลได้จริง ด้วยกลยุทธ์เพิ่มยอดขายผ่านแชท หรือ Conversational Commerce กัน ปัญหา: ยอดขายไม่โต ทั้ง ๆ ที่ Traffic เพิ่มขึ้น ในวันที่การยิงโฆษณาแพงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยอดขายกลับไม่โตตาม Traffic ที่เกิดขึ้น จึงเกิดคำถามสำคัญที่ผู้บริหารและนักการตลาดยุคใหม่เจอ คือ “เราจะเพิ่มยอดขาย โดยไม่ต้องเพิ่มงบการตลาดได้อย่างไร?” เพราะในความเป็นจริง ต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่ (Customer Acquisition Cost หรือ CAC) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแพลตฟอร์มโฆษณาก็มีการแข่งขันที่สูงขึ้น ขณะที่พฤติกรรมของลูกค้าก็เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่เคยเป็นมา หลายธุรกิจจึงพยายามแก้ปัญหาด้วยการ ‘เพิ่ม Traffic’  ยิงแอดมากขึ้น ทำคอนเทนต์มากขึ้น หรือขยายช่องทางมากขึ้น ช่องโหว่ที่ธุรกิจส่วนใหญ่มองข้าม ถ้ามองลึกลงไปในพฤติกรรมของลูกค้าในปัจจุบันนี้ จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ ลูกค้าไม่ได้ ‘ซื้อทันที’ บนเว็บไซต์ แต่ลูกค้าส่วนใหญ่มักจะ ‘ทักหาร้านค้าก่อนที่จะซื้อ’ เพื่อสอบถามข้อมูล เปรียบเทียบ ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อในที่สุด ไม่ว่าจะเป็น LINE, Facebook Messenger, หรือ Instagram ก็ตาม โดยมีข้อมูลจาก Meta Platforms ระบุว่ามีผู้ใช้งานมากกว่า 1 พันล้านคนต่อสัปดาห์ที่ส่งข้อความหาแบรนด์หรือร้านค้าก่อนที่จะซื้อ สิ่งนี้สะท้อนพฤติกรรมของลูกค้าได้ชัดเจนว่า “ช่องทาง ‘แชท’ ไม่ได้เป็นแค่ช่องทางสื่อสารอีกต่อไป แต่เป็นจุดที่ลูกค้ามี ‘ความตั้งใจซื้อ’ สูงที่สุดในทุก Touchpoint” แต่ปัญหาที่พบก็ คือ องค์กรส่วนใหญ่ยังใช้ช่องทางแชทรูปแบบเดิม ๆ เป็นเพียง Inbox ที่ให้ทีมงานคอยตอบคำถาม โดยไม่มีโครงสร้าง ไม่มีระบบ และไม่มีการเก็บข้อมูล ทำให้ตรวจสอบได้ยากว่า ลูกค้าทักมาแล้วหายไปเอง ลูกค้าถามแล้วแต่ไม่มีคน Follow-up หรือ ลูกค้าสนใจแต่ไม่มีใครปิดการขาย ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็น รายได้ขององค์กรที่หายไปจากบทสนทนาในทุก ๆ วัน โดยที่องค์กรแทบไม่รู้ตัวเลยว่าคุณกำลังศูนย์เสียโอกาสในการสร้างรายได้อยู่ ทำไม Chatbot ทั่วไปถึงปิดการขายไม่ได้? หลายองค์กรนำ Chatbot...

Continue reading