ในโลกการทำงานที่รวดเร็ว การหาเวลาว่างที่ตรงกันสำหรับทีมขนาดใหญ่หรือลูกค้าคนสำคัญถือเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ใช้เวลามากที่สุด ดังนั้นเพื่อยกระดับความคล่องตัว เราขอแนะนำให้คุณรู้จักกับ Help me schedule ฟีเจอร์ที่จะช่วยจัดการตารางเวลาของคุณได้ในคลิกเดียว Help me schedule คืออะไร? Help me schedule คือ ฟีเจอร์ช่วยนัดหมายผ่าน Gmail โดยมี Gemini ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการค้นหาตารางเวลาของทุกคนแล้วสรุปออกมาเป็นข้อมูลเวลาที่ว่างตรงกัน ซึ่งคุณสามารถแนบตารางนี้ลงในอีเมลได้เลย ไม่จำเป็นต้องเปิดหลายหน้าต่าง หลายแอป และไม่ต้องรอนานอีกต่อไป How to: วิธีการใช้ Help me schedule เปิด Gmail เลือก Compose (เขียนอีเมล) ไปที่แท็บเมนูด้านล่าง คลิก Help me schedule 3. จากนั้น Gemini จะทำการวิเคราะห์ตารางเวลา (Google Calendar) ของผู้ส่ง ผู้รับ และผู้ที่อยู่ใน CC เพื่อค้นหาเวลาว่างตรงกัน แล้วแนบลงใน Gmail 4. Gemini จะทำการเสนอเวลาโดยแบ่งเป็น 2 วันและ 2 เวลา ดังรูป 5. หากคุณต้องการแก้ไข ให้กดปุ่มรูปดินสอที่มุมบนขวา จากนั้นเลือกเวลาที่ต้องการเสนอใหม่ 6. เมื่อผู้รับได้รับอีเมลและคลิกเลือกเวลาแล้ว Google Calendar จะทำการส่ง Event Confirmed เพื่อจองเวลานัดหมายไปยังผู้เกี่ยวข้องทันที โดยที่คุณไม่ต้องส่งอีเมลนัดหมายเองภายหลัง ตัวอย่างอีเมลคอนเฟิร์มที่ได้รับ โดยสรุปแล้วฟีเจอร์ Help me schedule คือตัวช่วยสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนการนัดหมายให้เป็นเรื่องง่ายและเป็นระบบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการประสานงานภายในทีมหรือกับลูกค้า ฟีเจอร์นี้ก็พร้อมตอบโจทย์ด้วยความสะดวกที่เหนือกว่าเดิม ช่วยให้คุณประหยัดเวลาและจัดการตารางงานให้ลงตัวได้เพียงแค่คลิกเดียว นอกจาก Google Calendar แล้วยังมีแอปพลิเคชันและฟีเจอร์เพื่อการทำงานอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Help me write ใน Docs และ Gmail, Help me design...
Continue readingติดปีกองค์กรด้วย AI ใน 7 วัน: ผสานพลัง AppSheet และ Vertex AI บน GCP
ในยุคที่ทุกธุรกิจโดนขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีคำถามของผู้บริหารไม่ใช่ “เราควรใช้ Generative AI ไหม?” แต่เป็น “เราจะนำ AI มาปลดล็อกข้อมูลภายในองค์กรให้ใช้งานได้จริง ปลอดภัย และรวดเร็วที่สุดได้อย่างไร?” ความท้าทายที่หลายองค์กรต้องเผชิญคือ อยากได้แอปพลิเคชัน AI เฉพาะทางที่เข้าใจคู่มือ นโยบาย หรือข้อมูลลูกค้าของบริษัท แต่ต้องเจอกับข้อจำกัดคลาสสิก: ขาดแคลนโปรแกรมเมอร์: ทีม IT คิวยาวเหยียด ไม่มีเวลาเขียนโค้ดหน้าบ้าน กังวลเรื่องความปลอดภัย: พนักงานแอบนำข้อมูลความลับบริษัทไปวางใน AI สาธารณะ เสี่ยงข้อมูลรั่วไหล AI มโนคำตอบ (Hallucination): AI ทั่วไปไม่ได้เทรนด้วยข้อมูลจริงขององค์กร ทำให้ตอบหลุดประเด็น Demeter ICT ขอแนะนำโซลูชันปลดล็อกทุกข้อจำกัด ด้วยการจับคู่กันของ AppSheet (No-code Application) หน้าบ้าน และ Vertex AI บน Google Cloud (GCP) สมองกลอัจฉริยะหลังบ้าน ที่สามารถเนรมิตระบบให้พร้อมใช้งานได้ในเวลาอันรวดเร็ว 🤝 โครงสร้างความสำเร็จ: หน้าบ้าน No-code หลังบ้าน AI ระดับโลก 1. หน้าบ้านทำงานไวด้วย AppSheet (No-code Platform) แพลตฟอร์มที่เปลี่ยนฐานข้อมูลเดิมขององค์กร (เช่น Google Sheets หรือ BigQuery) ให้กลายเป็นเว็บหรือแอปพลิเคชันบนมือถือได้ทันที พนักงานใช้งานง่าย มี UI ที่คุ้นเคย โดยไม่ต้องเขียนโค้ดแม้แต่บรรทัดเดียว 2. สมองกลอัจฉริยะด้วย Vertex AI (GCP) เรานำ Data หรือ Knowledge (คู่มือ, เอกสารนโยบาย, ประวัติองค์กร) ไปทำการเชื่อมต่อกับโมเดลระดับโลกอย่าง Gemini ผ่านสถาปัตยกรรมอัจฉริยะ ทำให้ AI สามารถอ่าน วิเคราะห์ และตอบคำถามโดยอ้างอิงจากความรู้ขององค์กรคุณ 100% 3. ระบบความปลอดภัยระดับ Enterprise...
Continue readingGemini 3.5 มาแล้ว! อัปเกรดรอบนี้เก่งขึ้นแค่ไหน มีอะไรใหม่บ้าง?
ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ของ AI ด้วยการเปิดตัว Gemini Model 3.5 ทั้งในรุ่น Flash และ Thinking ที่จะมาเปลี่ยนนิยามคำว่า “ฉลาดแต่ช้า” หรือ “เร็วแต่ไม่ลึก” ให้กลายเป็นความสามารถที่เหนือชั้นกว่าเดิม มอบประสบการณ์การใช้งานที่ทั้งคุ้มค่าและชาญฉลาดในทุกมิติ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกข้อมูลจากผลทดสอบการใช้งานจริง เพื่อให้เห็นถึงการยกระดับประสิทธิภาพที่ก้าวกระโดด และเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Gemini 3.5 คือโมเดลที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจมากที่สุดในขณะนี้! Gemini Model 3.5 ดีกว่าเดิมอย่างไร? 1. ฉลาด เร็ว ลึก แน่นอนว่าการอัปเกรดโมเดลใหม่ย่อมมาพร้อมกับความสามารถที่เหนือชั้นกว่าเดิม ซึ่งจากการทดสอบใช้งานจริง Gemini 3.5 ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความอัจฉริยะที่รอบด้านมากขึ้นอย่างชัดเจน ภายใต้คอนเซปต์หลักคือ: ฉลาด (Smart): ให้ข้อมูลที่แม่นยำสูง รองรับการอัปเดตแบบ Real-time พร้อมการสื่อสารด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย และเป็นธรรมชาติมากขึ้น เร็ว (Fast): Gemini 3.5 สามารถประมวลผลและสร้างสรรค์คำตอบด้วยความเร็วระดับมิลลิวินาที (เร็วกว่าวินาทีหลายเท่า!) ลึก (Deep): ยกระดับการวิเคราะห์ข้อมูลให้ลึกยิ่งขึ้น พร้อมระบบแสดงแหล่งที่มาของข้อมูลโดยอัตโนมัติเพื่อความน่าเชื่อถือในทุกคำตอบ 2. ระบบ Dynamic Thinking ช่วยสลับโมเดลอัตโนมัติให้เหมาะกับงาน ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมที่ต้องคอยสลับโมเดลให้เหมาะสมกับประเภทงานด้วยตนเอง เพราะ Gemini 3.5 มาพร้อมระบบการประมวลผลแบบ ‘Dynamic Thinking’ ที่สามารถปรับเปลี่ยนโมเดลเบื้องหลังให้สอดคล้องกับระดับความซับซ้อนของคำสั่งได้โดยอัตโนมัติ หมายความว่า ระบบจะมีการประเมินความยาก-ง่ายของคำสั่ง แล้วเลือกโมเดล 3.5 Flash หรือ 3.5 Thinking โดยที่คุณไม่ต้องตั้งค่าใดๆ คำแนะนำ: คุณสามารถเปิดใช้งานโมเดล Flash ทิ้งไว้ได้เลย เพื่อรองรับประสบการณ์การทำงานที่คล่องตัวและสะดวกสบายสูงสุดในทุกสถานการณ์ 3. ลด Token เพิ่มโควตาการใช้งาน ด้วยประสิทธิภาพของระบบ ‘Dynamic Thinking’ ทำให้การจัดสรรปริมาณ Token เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จากเดิมหากมีการตั้งค่าใช้งานโมเดลที่มีความซับซ้อนสูง (Thinking Model) กับคำถามทั่วไปที่ไม่ซับซ้อน ระบบจะยังคงดำเนินกระบวนการวิเคราะห์เชิงลึกตามการตั้งค่าเดิม ส่งผลให้เกิดการใช้ Token จำนวนมากโดยไม่จำเป็น ...
Continue readingแชร์ประสบการณ์เปลี่ยน Data เป็น Insights ใน Google Sheets ง่าย ๆ ด้วย Data Connectors
คุณ Jay Thacker หัวหน้าฝ่ายการเงินของ Google Workspace ได้แชร์ประสบการณ์ทำงานจากการเชื่อมต่อ BigQuery และ Google Sheets ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากจากหลายชั่วโมงให้เหลือเพียงไม่กี่นาที และนี่คือผลลัพธ์จากการใช้ Data Connectors กับ BigQuery ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 1. ลดระยะเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูลที่เกินจำเป็น (Data Drudgery) ในอดีตนักวิเคราะห์ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเขียน SQL ที่ซับซ้อน การจัดการเวอร์ชันของไฟล์ และการดึงข้อมูลที่ล้าสมัยมาใช้งาน ส่งผลให้มีเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูลจริงนั้นน้อยลง แต่เมื่อใช้ Data connectors ทีมสามารถสร้างและแชร์การวิเคราะห์ได้รวดเร็วมากขึ้นโดยใช้เวลาเพียง 25% เมื่อเทียบกับการวิเคราะห์แบบเดิม 2. จัดการและวิเคราะห์ข้อมูล “จำนวนมหาศาล” โดยไม่ต้องใช้ SQL ทีมสามารถเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาล (Big Data) ได้โดยตรงผ่านหน้าอินเทอร์เฟซของ Google Sheets โดยไม่ต้องเขียนโค้ด SQL แม้แต่บรรทัดเดียว วิเคราะห์รวดเร็ว: สามารถวิเคราะห์ธุรกรรมพันล้านรายการได้ในไม่กี่วินาที ใช้งานง่าย: ทุกคนในทีมสามารถทำ Trend Analysis หรือปรับเปลี่ยน Pivot Table ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ Data engineer 3. ทุกข้อมูลส่งต่อถึงกันได้อย่างปลอดภัย การเชื่อม Data connectors กับ BigQuery ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัยในการส่งไฟล์ไปมาทางอีเมล โดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ใน BigQuery ในฐานะ “Single Source of Truth” ผู้ใช้จะเห็นเฉพาะข้อมูลที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ลดความเสี่ยงจากการดาวน์โหลดข้อมูลลงเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว 4. ปลดล็อกการวิเคราะห์และการคาดการณ์ขั้นสูงด้วย AI และ BigQuery ML การ Forcasting ทำได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าเดิมด้วยการผสานพลังรวมกับ BigQuery ML และโมเดล TimesFM ของ Google โดยที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา Data Scientist เพื่อการวิเคราะห์ขั้นสูงอีกต่อไป หมายความว่าคุณสามารถข้ามขั้นตอนที่ซับซ้อนไปได้และสามารถสร้างข้อมูลเชิงลึกได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องใช้ SQL...
Continue readingสรุปอัปเดตฟังก์ชันใหม่ Google Workspace และ Gemini (เมษายน 2026)
ในสถานการณ์การแข่งขันทางเทคโนโลยีที่เข้มข้นอย่างต่อเนื่อง Google Cloud ได้เปิดตัวชุดฟังก์ชันใหม่สำหรับผู้ใช้งาน Google Workspace และ Gemini ระดับองค์กร เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งานด้วยการนำโมเดล Lyria 3 เข้ามาเสริมทัพและผสานการทำงานของเครื่องมือต่าง ๆ อย่างไร้รอยต่อ ภายใต้แนวคิด “Everything you need is all in one place” มาสำรวจกันว่าในเดือนเมษายน ปี 2026 ที่ผ่านมามีอะไรอัปเดตใหม่บ้าง! 1. สร้างวิดีโอด้วยโมเดล Lyria 3 Lyria 3 เป็นโมเดลอัจฉริยะที่สามารถสร้าง Avatar หรือตัวแทนเสมือนจริงได้อย่างสมจริงที่สุด โดยคุณสามารถออกแบบ Avatar ให้สอดคล้องกับเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้ตามต้องการ ซึ่งคุณสามารถใช้งานร่วมกับ Google Vids ได้เลย ตัวอย่างเช่น กำหนดคาแร็กเตอร์เป็นผู้หญิงเอเชียวัยกลางคนที่มีความเชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ภาพลักษณ์สะอาดตา มัดผมเรียบร้อย และมีฉากหลังเป็นห้องแล็บปฏิบัติงาน เป็นต้น ความสามารถเพิ่มเติม การผสมผสานรูปภาพ: สามารถรวมรูปภาพ 2 รูปเพื่อสร้างเป็นวิดีโอต่อเนื่องกันได้ เช่น การนำรูปบุคคลมาผสมกับรูปกระเป๋าเพื่อสร้างวิดีโอขณะที่คนกำลังเดินถือกระเป๋า เป็นต้น สร้าง Avatar ในรูปแบบการ์ตูน 2D และ 3D ทลายกำแพงด้านภาษา: รองรับภาษาหลักที่หลากหลาย เช่น ภาษาสเปน, โปรตุเกส, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, อิตาลี, เกาหลี และญี่ปุ่น (สำหรับภาษาไทยกำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา) บันทึกหน้าจออย่างง่ายดายด้วย Google Vids สร้างดนตรีประกอบวิดีโออัตโนมัติ 2. จัดการตารางนัดหมายผ่าน Gmail โดยตรง คุณสามารถส่งคำเชิญนัดหมายได้ทันทีจากหน้า Gmail ด้วยฟีเจอร์ “Help me schedule” โดย Gemini จะแสดงปฏิทิน (Calendar) ของทีมเพื่อตรวจสอบช่วงเวลาที่ทุกคนว่างตรงกัน จากนั้นคุณสามารถเลือกช่วงเวลา (Slot) ที่เหมาะสมและแนบไปพร้อมกับอีเมลได้เลย 3. แปลภาษาแบบเรียลไทม์ รองรับการแปลภาษาในระหว่างการประชุมทันที...
Continue readingจาก Looker Studio สู่การกลับมาของ Data Studio ศูนย์กลางข้อมูลแห่งใหม่บน Google Data Cloud
ในยุคที่ข้อมูลมีปริมาณมหาศาลและเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ การขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูลไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นกลไกสำคัญในการตัดสินใจทางธุรกิจ ดังนั้นการมี Centralized Data Hub ที่ช่วยให้ทุกคนในองค์กรเข้าถึงและใช้ข้อมูลร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อจึงเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในปี 2026 ด้วยเหตุนี้ Google จึงได้ประกาศเปลี่ยนชื่อจาก Looker Studio กลับสู่ชื่อที่ทุกท่านคุ้นเคยอย่าง “Data Studio“ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลชั้นนำที่เข้าถึงง่ายและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม โดยการกลับมาของ Data Studio ในครั้งนี้มาพร้อมกับการยกระดับเทคโนโลยี AI เข้ากับระบบ Google Data Cloud อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์และเชื่อมต่อข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการดึงข้อมูลจาก BigQuery หรือการทำงานร่วมกับ Colab Notebook เป็นต้น Data Studio 2026 ปัจจุบัน Data Studio เปิดให้บริการ 2 รูปแบบตามความต้องการใช้งาน: 1. Data Studio (Free): เน้นการทำ Data Visualization เปลี่ยนข้อมูลดิบให้เป็นรายงานและ Dashboard ที่ทรงพลัง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย 2. Data Studio Pro: โซลูชันระดับองค์กรที่ยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลและการควบคุมสิทธิ์การใช้งาน พร้อมฟีเจอร์ขั้นสูงและระบบความปลอดภัยที่เหนือกว่า ต้องย้ายข้อมูลจาก Looker Studio ไปยัง Data Studio หรือไม่? หากคุณมีการใช้งาน Looker Studio อยู่แล้ว ข้อมูลทั้งหมดจะถูกย้ายไปยัง Data Studio โดยอัตโนมัติ ซึ่งทุกอย่างจะยังคงอยู่ครบถ้วนและพร้อมใช้งานเหมือนเดิม คุณไม่จำเป็นต้องดำเนินการใด ๆ ขอบคุณข้อมูลจาก Google Cloud การอัปเดตครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในการรีแบรนด์ครั้งสำคัญของ Google มาพร้อมกับความสามารถใหม่ ๆ และประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้นอย่างแน่นอน...
หัวใจธุรกิจยุคใหม่: ทำไมองค์กรไทยต้องยกระดับความปลอดภัยในยุค Cloud
ในยุคที่เศรษฐกิจดิจิทัลขับเคลื่อนด้วยระบบ Cloud แพลตฟอร์มอย่าง Google Workspace ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักขององค์กรยุคใหม่ รองรับทั้งการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการเข้าถึงข้อมูลแบบข้ามทีม ข้ามประเทศ และข้ามเวลา เมื่อองค์กรขยายตัวความเสี่ยงด้านไซเบอร์ก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ส่งผลต่อความสามารถทางธุรกิจ การสร้างความเชื่อใจ และรายได้ขององค์กร ดังนั้นสมการความเสี่ยงใหม่ คือ Cyber risk = Business risk SME คือเป้าหมายหลัก: มากกว่า 60% ของผู้ที่ถูกโจมตีคือองค์กรขนาดเล็กและกลาง* องค์กรใหญ่ถูกเจาะผ่านคู่ค้า: การโจมตีมักมาในรูปแบบ Supply Chain และการขโมยบัญชีผู้ใช้งาน (Credential-based attack) มูลค่าความเสียหายมหาศาล: ค่าเสียหายเฉลี่ยต่อเหตุการณ์สูงกว่า 4.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยความเสียหายทางอ้อม เช่น การเสียชื่อเสียง (Brand damage) และการสูญเสียลูกค้า มักรุนแรงกว่าความเสียหายทางตรง** หมายเหตุ*อ้างอิงจาก Verizon Data Breach Investigations Report (DBIR)**อ้างอิงจาก IBM Cost of a Data Breach Report ซึ่งช่องโหว่ที่แท้จริงคือ “วิธีการใช้งาน” ไม่ใช่ “ตัวระบบ” ตัวอย่างเช่น Identity control ไม่แข็งแรง สิทธิ์ Admin มากเกินความจำเป็น การแชร์ข้อมูลโดยไม่มีการควบคุม ผู้ใช้งานขาดความเข้าใจเรื่อง phishing ซึ่งเป็นวิธีโจมตีที่ได้ผลที่สุดในโลก 6 เสาหลักสู่การสร้างระบบความปลอดภัยยุคใหม่ 1. Identity คือด่านแรกของการป้องกัน การใช้ Multi-Factor Authentication (MFA) สามารถป้องกันการโจมตีอัตโนมัติได้มากกว่า 99%, การตั้งค่า Role-based access control, Passkey หรือ strong authentication 2. Endpoint Security ในยุค Hybrid Work...
Continue readingทำไม Google Workspace จึงกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญขององค์กรในยุควิกฤติ
เมื่อเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะตึงเครียด จากราคาน้ำมันพุ่งสูงอาจนำไปสู่การขึ้นราคาสินค้า ลดคุณภาพ และข้อจำกัดในการตัดสินใจที่มากขึ้น ส่งผลกระทบต่อทุกฝ่ายตั้งแต่ผู้บริโภคจนถึงผู้บริหารในภาคธุรกิจ CEO ต้องพาองค์กรเติบโตภายใต้ข้อจำกัดที่รัดตัว CFO ต้องควบคุมต้นทุนเข้มงวดโดยไม่ทำลายศักยภาพการแข่งขัน COO ต้องบริหารจัดการให้ “งานเดินต่อได้” ไม่ว่าสถานการณ์ภายนอกจะเปลี่ยนแปลงเพียงใด อย่างไรก็ตามปัญหาเหล่านี้ไม่ได้มาจากภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ถูก “ขยาย” ให้รุนแรงขึ้นด้วยระบบการทำงานภายในองค์กรเอง เช่น ระบบ IT ที่ยุ่งเหยิง การสื่อสารที่แยกส่วน และวัฒนธรรมการทำงานที่ไม่รองรับความผันผวน “นี่ไม่ใช่เรื่องของ IT แต่คือเรื่องของผู้นำ” จะรับมือกับความไม่แน่นอนได้อย่างไร จะตัดสินใจได้เร็วแค่ไหน จะควบคุมต้นทุนอย่างไรในภาวะกดดัน ในช่วงปกติสิ่งเหล่านี้อาจไม่ชัด แต่ในช่วงวิกฤติมันคือ “ตัวชี้ชะตาองค์กร” ดังนั้นท่ามกลางข้อจำกัดนี้ Google Workspace จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือจัดการเอกสารอีกต่อไป แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์” ที่ช่วยสร้างความยืดหยุ่นเพื่อให้ธุรกิจประคองตัวและไปต่อได้ในภาวะวิกฤติเช่นนี้ ทำไม Google Workspace จึงกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญขององค์กรในยุคนี้ 1. กำจัด “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” ภาระหนักที่องค์กรละเลย เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น หลายองค์กรเลือกมองไปที่ต้นทุนโลจิสติกส์ การจัดซื้อ หรือแรงงาน แต่กลับลืมมอง “ต้นทุนแฝง” ที่อยู่ในระบบ IT ที่ติดตั้งภายในองค์กร (on-premises) ซึ่งเป็นภาระต้นทุนในระยะยาว เช่น ค่าไฟฟ้าสำหรับเซิร์ฟเวอร์ ค่าระบบระบายความร้อน ค่าเสื่อมราคาและการเปลี่ยนอุปกรณ์ ค่าแรงดูแลระบบและความเสี่ยงจากระบบล่ม (Downtime) จากรายงานของ International Energy Agency (IEA) ระบุว่าความผันผวนของราคาพลังงานจะเป็น “โครงสร้างถาวร” ของเศรษฐกิจโลกในตอนนี้ องค์กรที่พึ่งพาระบบที่ใช้พลังงานสูงจึงเผชิญความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการเปลี่ยนมาใช้ Google Workspace ช่วยให้องค์กรเปลี่ยนจากการ “ลงทุนดูแลเอง” ไปสู่การใช้บริการ Cloud ระดับโลกที่ผ่านการ Optimized มาอย่างสูงสุด ช่วยลด TCO (Total Cost of Ownership) ได้มากถึง 30 – 40% 2. เมื่อ “ความเร็วในการตัดสินใจ” คือสกุลเงินใหม่ของธุรกิจ ในโลกที่ผันผวนการตัดสินใจช้าอาจไม่ทันการเมื่อสถานการณ์หน้างานเปลี่ยนไปทุกนาที ซึ่งอาจเกิดจากข้อมูลกระจัดกระจายและการสื่อสารหลายขั้นตอน...
Continue reading3 AI Tools ที่ Marketing ต้องลอง!
สวัสดีค่ะ รินเป็น Senior Marketing Specialist จาก Demeter ICT นะคะ ในการทำงานปกติแล้วรินใช้ Google Workspace ทุกวัน ซึ่งก็จะมีการใช้ AI ด้วย วันนี้เลยอยากจะมาแชร์ AI Tools ที่รินมีการใช้งานจริงแล้วรู้สึกว่า “เวิร์ก!” สำหรับสาย Marketing ค่ะ 1. Gemini: Help me write จริงๆ ฟีเจอร์นี้มีทั้งในอีเมลและใน Google Docs เลยค่ะ แต่ตัวที่รินรู้สึกว่าสะดวกมาก คือ Help me write ที่อยู่ใน Google Docs เพราะเหมือนยก Gemini มาไว้ที่หน้า Google Docs เลยค่ะ ใช้งานได้ง่ายๆ ที่ Side Panel ไม่ต้องคอยสลับแท็บไปหน้า Gemini เหมือนเดิมแล้ว และในเรื่องของความสามารถเทียบเท่ากับ Gemini บนหน้าเว็บไหม? รินคิดว่าความสามารถจะยังไม่เก่งเท่าโมเดลใหญ่ในหน้าเว็บหลักค่ะ แต่ก็สามารถทำได้ใกล้เคียงเลย เช่น เวลารินเขียนบทความก็สามารถใช้ Gemini ช่วยออกความเห็นในหน้านั้นได้ มีตรงไหนที่ควรปรับ และมีคำแนะนำอย่างไร Gemini ใน Google Docs ก็สามารถทำได้ดีเลยค่ะ 2. Gemini Gems Gems เป็นฟีเจอร์ที่ใช้แบ่งความถนัดเป็นด้านๆ ค่ะ เช่น Gem 1: ถนัดด้านการทำ SEO และ Gem 2: ถนัดด้านเขียนสคริปต์ เป็นต้น ซึ่งฟีเจอร์นี้อยู่ใน Gemini และสามารถใช้ใน Side Panel ได้ด้วยค่ะ สำหรับสาย Marketing รินชอบใช้ Gems เพื่อช่วยทำ SEO...
Continue reading