Google Sites คืออะไร? Google Sites คือ แอปพลิเคชันสร้างเว็บไซต์จาก Google Workspace โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องมีทักษะการเขียนโปรแกรมหรือการออกแบบใด ๆ ซึ่งหากคุณมีบัญชี Google Workspace คุณจะสามารถใช้งานได้ฟรีในทุกแพ็กเกจ จุดเด่นของ Google Sites ทำอะไรได้บ้าง? สร้างเว็บไซต์ได้ง่ายมากเพียงแค่ลากและวาง มีเทมเพลตสำเร็จรูปให้เลือกใช้มากมาย เช่น สี ฟ้อนต์ และเลย์เอาต์ ตกแต่งและปรับรูปแบบให้ดูสวยงามได้ตามต้องการ เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันใน Google Workspace ได้ เช่น Google Docs, Sheets, Slides, Calendar, และ Forms รวบรวมและจัดหมวดหมู่ไฟล์เอกสารทั้งหมดได้ในที่เดียว ทีมสามารถแก้ไข Google Sites ร่วมกันได้แบบ Real time เว็บไซต์ปรับขนาดได้อัตโนมัติ (Responsive) ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์, แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟน กำหนดการแชร์สิทธิ์การเข้าถึงไปยังบุคคลภายในและภายนอกองค์กรได้ วิธีสร้างเว็บไซต์ด้วย Google Sites หากคุณมีบัญชี Google Workspace คุณจะสามารถเข้าใช้งานได้ฟรี เพียงทำตามวิธีการสร้างเว็บไซต์ด้านล่างนี้ หรือหากคุณยังไม่มีบัญชี Google Workspace สมัครเพียง 1 บัญชีก็สามารถใช้งาน Google Sites และแอปอื่น ๆ ได้ทันที ดูแพ็กเกจและราคา คลิกที่นี่ Demeter ICT – Google Cloud Premier Partner ในประเทศไทยและเอเชียแปซิปิกอย่างเป็นทางการ สนใจใช้บริการและต้องการติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม สอบถามได้ที่Email: sales@dmit.co.thLine: @dmit (มี @)โทร: 02-030-0066...
Asana Features Updated ประจำเดือนกันยายน 2025
เลือกอ่านหัวข้อที่คุณต้องการได้เลย! สำหรับ Asana Package Personal และ Basic Swimlanes on board view: จัดการงานในมุมมองบอร์ด (Board View) ให้เป็นแนวนอนตามเซกชัน (Section), ผู้รับผิดชอบ (Assignee) หรือ Custom Fields ทำให้มองเห็นภาพรวมได้ง่ายขึ้น CSV Import improvements: ระบบจะแจ้งเตือนสถานะให้แบบเรียลไทม์ เมื่อคุณนำเข้าไฟล์ CSV เช่น เตือนเมื่อจำนวนแถวเกินกว่าที่กำหนด และส่งอีเมลแจ้งทันทีว่าข้อมูลส่วนไหนที่นำเข้าสำเร็จหรือส่วนไหนที่มีปัญหา Granular API scopes for existing apps: สามารถกำหนดสิทธิ์การเข้าถึง API ที่คุณใช้อยู่ได้ละเอียดขึ้น เช่น จะให้สิทธิ์เฉพาะบางส่วนหรือให้สร้าง webhook ได้ โดย ไม่ต้องสร้างแอปใหม่ ทำให้ปลอดภัยขึ้นและควบคุมการเข้าถึงได้ดียิ่งขึ้น Task templates respect work schedule: ตอนที่สร้างงานจาก Task Template คุณสามารถเลือกได้ว่าจะให้ระบบนับวันครบกำหนดตามเวลาการทำงานของทีมหรือไม่ เพื่อให้กำหนดการตรงกับวันทำงานจริง และไม่ชนกับวันหยุดหรือตารางอื่น ๆ Admin console dark mode: หน้า Admin console รองรับ Dark mode แล้ว Improved color customization: ระบบมีการเพิ่มและปรับโทนสีใหม่ให้ดูสวยและมีมิติมากยิ่งขึ้น เพื่อให้มีความสอดคล้องกัน ไม่ว่าจะเป็นโปรเจกต์ ทีม หรือทั้ง Workspace Quick find and Contextual search: ค้นหางานในโปรเจกต์ขนาดใหญ่ได้ทันทีด้วย Quick find และ Contextual search ที่ช่วยค้นหาทั่วทั้งระบบ แต่เลือกกรองดูเฉพาะโปรเจกต์ที่ต้องการ ใช้ได้ทั้งใน Project, My tasks และมุมมองทั้งหมด (List, Board,...
Continue readingวิธีการเขียนคำสั่ง ‘Prompt’ สำหรับ Gemini ให้ได้ผลลัพธ์ถูกต้อง!
จากที่ Google ได้ประกาศเปิดตัว Gemini Generative AI รุ่นใหม่ล่าสุดปี 2024 ผู้คนทั่วโลกต่างให้ความสนใจ Gemini เป็นอย่างมาก เพราะ Gemini มีจุดเด่นที่เหนือกว่า Generative AI ทั่วไป เช่น ความง่ายในการใช้งาน: Gemini ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย เหมาะกับผู้ใช้งานทุกระดับ ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านเทคนิค ความสร้างสรรค์: Gemini ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้หลากหลายรูปแบบ เช่น เขียนเนื้อหา แปลภาษา แต่งเพลง เขียนโค้ด และอื่น ๆ การยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน: Gemini ช่วยให้ผู้ใช้ทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเพื่อให้ผู้ใช้บริการได้ใช้ Gemini ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด Demeter ICT จึงได้นำบทความจาก Google มาแชร์ให้กับทุกท่านได้ศึกษาวิธีการเขียน Prompt หรือการเขียนคำสั่งใน Gemini อย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำมากที่สุด ไปดูกันเลย! Prompt ใน Gemini คืออะไร? Prompt คือ คำสั่ง เปรียบเสมือนบทสนทนาที่คุณจะต้องใช้สื่อสารกับ Gemini อาจมีการตั้งคำถามและตอบโต้เหมือนบทสนทนาทั่วไป บอกสิ่งที่คุณต้องการ และแสดงความคิดเห็น เพื่อแชร์ความคิดให้ทั้งสองฝ่ายเห็นภาพตรงกันนั่นเอง ฉะนั้นหากคุณอยากที่จะสื่อสารเพื่อให้ Gemini สามารถทำตามคำสั่งของคุณได้อย่างถูกต้อง คุณจะต้องมีอย่างน้อย 1 ใน 4 ขององค์ประกอบนี้ https://www.youtube.com/watch?v=TICbh0WecoM องค์ประกอบในการเขียน Prompt 1. บุคคล (Persona) คุณคือใคร/คุณต้องการสร้างข้อมูลนี้สำหรับใคร? 2. งาน (Task) คุณต้องการให้ Gemini ทำอะไรให้คุณ? 3. บริบท (Context) ข้อมูลเพิ่มเติมที่จะช่วยให้ Gemini สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้แบบเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น 4. รูปแบบ (Format) คุณต้องการให้ Gemini จัดรูปแบบผลลัพธ์อย่างไร? (เช่น รูปแบบ Bullet point...
Continue readingGoogle Workspace VS Gmail ฟรี แตกต่างกันอย่างไร?
Gmail : อีเมลส่วนบุคคลGoogle Workspace : ระบบอีเมลสำหรับธุรกิจ หากคุณมีธุรกิจแต่กำลังลังเลว่าใช้ Google Workspace ดีหรือไม่ วันนี้เราจะพาคุณมาดูข้อแตกต่างว่า Gmail แบบส่วนตัวฟรีต่างจาก Google Workspace อย่างไร ไปดูกัน 1. Gmail แบบฟรี ไม่มี Official Email ของบริษัท หากบริษัทของคุณไม่มีโดเมนเนมเป็นของตัวเองนั้นอาจจะทำให้องค์กรดูไม่มีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากลูกค้าหรือผู้ติดต่อจะไม่สามารถรับรู้ได้ว่า Email ที่ตนกำลังประสานงานด้วยอยู่นั้นเป็นของบริษัทจริง ๆ หรือไม่ ดังนั้นการใช้แพ็กเกจจาก Google Workspace จะทำให้บริษัทมีโดเมนเป็นของตัวเองซึ่งทำให้บริษัทดูมีตัวตนและได้รับความน่าเชื่อถือจากลูกค้าและทำให้ภาพลักษณ์ของบริษัทดูดีและมีความ Professional มากขึ้นอีกด้วย 2. Gmail ฟรี ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าบุคคลนั้นคือพนักงานของบริษัทหรือไม่ การที่พนักงานใช้ Gmail ส่วนตัวหรือ Gmail ฟรีเข้ามาทำงานนั้นแสดงว่าพนักงานทุกคนสามารถตั้งชื่อ Gmail อะไรก็ได้ ทำให้บริษัทหรือบุคคลอื่นไม่สามารถรู้ได้ว่า Gmail นั้นเป็นของพนักงานคนใด ฝ่ายไหน หรือหากต้องการจะติดต่อกับใครก็จะหาค่อนข้างยากเนื่องจากทุกคนต่างใช้ชื่อที่ตนต้องการ ว่าง่าย ๆ ก็คือ การที่องค์กรซื้อบริการจาก Google Workspace จะช่วยจัดการ Gmail ของพนักงานอย่างเป็นระบบทำให้บริหารพนักงานง่ายขึ้นและทำงานสะดวกมากยิ่งขึ้น 3. Gmail ฟรี ระหว่างทำงานร่วมกัน ไม่สามารถรู้ได้ว่ามีใครที่กำลังใช้งานอยู่บ้าง สืบเนื่องมาจากข้อด้านบนที่พนักงานต้องใช้ Gmail ส่วนตัวเข้ามาทำงาน ไม่มีการกำหนดชื่อหรือควบคุมรายชื่อพนักงานแบบเป็นแบบแผน จึงทำให้เวลาทำงานร่วมกันแบบ Real time คุณไม่สามารถรู้ได้ว่ามีใครเข้ามาทำงานบ้าง คนที่คุณกำลังทำงานร่วมกันอยู่ด้วยนั้นเป็นใคร จะเห็นได้แค่นามสมมุติที่ถูกสร้างโดย Google แบบอัตโนมัติเท่านั้น แต่ถ้าหากคุณใช้แพ็กเกจสำหรับองค์กร คุณสามารถเห็นการเคลื่อนไหวของคนในทีมที่กำลังทำงานร่วมกันอยู่ได้ ซึ่งจะสามารถระบุตัวตนได้เลยว่าบัญชีที่กำลังเข้าใช้งานอยู่นั้นเป็นของพนักงานคนใดในบริษัท ไม่ต้องห่วงว่าจะมีบุคคลที่ไม่พึงประสงค์เข้ามาร่วมงาน คุณสามารถเห็นและระบุตัวตนได้ทันที รวมถึงคุณยังสามารถดู Version history ได้ด้วย จึงไม่ต้องกังวลว่าใครแก้ตรงไหน เพิ่มตรงไหน ลบตรงไหนออกไป สามารถตรวจสอบและกู้คืนย้อนหลังได้ 4. Gmail ฟรี หากพนักงานลาออกบริษัทไม่สามารถดึงข้อมูลกลับมาใช้ได้ เมื่อพนักงานใช้ Gmail ส่วนตัวทำงานข้อมูลก็จะถูกเก็บไว้ในบัญชีนั้น ๆ ทำให้เมื่อพนักงานคนดังกล่าวลาออกไปบริษัทไม่สามารถนำข้อมูลที่อยู่ในบัญชีอีเมลนั้นมาใช้ได้เนื่องจากเป็นบัญชีส่วนตัว มิหนำซ้ำยังเสี่ยงต่อการถูกล้วงข้อมูลอีกด้วย แต่สำหรับ...
Continue readingโดเมน (Domain) คืออะไร? อยากจดโดเมนต้องทำอย่างไร? รวมคำถาม ตอบทุกข้อสงสัยสำหรับคนอยากมีโดเมน
โดเมน คืออะไร? โดเมน (Domain name) คือชื่อเว็บไซต์หลัง www. เช่น www.dmit.co.th (dmit.co.th คือชื่อโดเมน) ซึ่งจริง ๆ แล้ว จุดประสงค์ของการมีโดเมนคือ การมีหน้าเว็บไซต์ที่เปรียบเสมือนหน้าบ้านและการมีอีเมลบริษัทที่เปรียบเสมือนหลังบ้านของตัวเอง อาทิ Myname@dmit.co.th ตรงคำว่า @dmit.co.th นั่นก็คือโดเมนเนมของบริษัทอีกเช่นกัน ซึ่งพนักงานทุกคนจะมีนามสกุลนี้ติดตัวอยู่เสมอและสามารถใช้อีเมลนี้ในการติดต่อสื่อสารกับคนในบริษัทและนอกบริษัทได้ โดเมนมีกี่ประเภท? โดเมนแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่1. โดเมน 2 ระดับ เช่น www.google.com หรือ www.youtube.com (1.ชื่อโดเมน, 2.ประเภทของโดเมน)2. โดเมน 3 ระดับ เช่น www.dmit.co.th หรือ www.matichon.co.th (1.ชื่อโดเมน, 2.ประเภทของโดเมน, 3.ชื่อประเทศ)โดยที่ชื่อตรง .com หรือ .co.th จะขึ้นอยู่กับประเภทของการทำธุรกิจ เช่น โดเมน 2 ระดับ .com .org .net .edu .info โดเมน 3 ระดับ .co.th .or.th .net.th .ac.th .in.th ความหมาย บริษัทที่ต้องการความ Worldwide หรือเจาะกลุ่มในประเทศไทย องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร ธุรกิจกลุ่มเครือข่าย สถาบันการศึกษา องค์กรหรือหน่วยงานที่เน้นการให้ความรู้และข้อมูลต่าง ๆ ทำไมบริษัทจึงต้องมีโดเมนเนมเป็นของตัวเอง? เพิ่มความเป็นทางการและความเป็นมืออาชีพ ในการติดต่อสื่อสารกับบุคคลนอกบริษัท แน่นอนว่าการมีโดเมนเนมที่เป็นเว็บไซต์และ @ อีเมลบริษัทนั้นสามารถชี้ให้เห็นถึงความใส่ใจและความเป็นระบบของบริษัท มีการทำเว็บไซต์หน้าบ้านเพื่อรองรับลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมชม และได้มีการใช้อีเมลบริษัทในการติดต่อซึ่งทำให้บริษัทดูมีความเป็นมืออาชีพและมีความเป็นทางการต่อบุคคลภายนอก เพิ่มความน่าเชื่อถือและเสริมภาพลักษณ์ของบริษัท การใช้อีเมลที่มีโดเมนเนมของบริษัทจะสามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือของบริษัทได้ เพราะก่อนจะมีการจดโดเมนนั้นจะต้องมีการตรวจสอบและดำเนินการตามขั้นตอนจากหน่วยงานที่ไว้วางใจได้ ดังนั้นผู้รับอีเมลจึงสามารถมั่นใจได้ว่าบริษัทของคุณนั้นมีความน่าเชื่อถืออยู่พอสมควร ทั้งนี้ยังสามารถสร้างภาพลักษณ์ให้บริษัทได้อีกด้วย ช่วยระบุได้ว่าบุคคลนั้นมาจากบริษัท/องค์กรใด หากพนักงานของคุณใช้อีเมลส่วนตัวของเขาเองในการติดต่อกับบุคคลภายนอก ผู้รับจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าพนักงานของคุณมาจากบริษัทใด ใช่ตัวจริงหรือไม่ หรือแม้กระทั่งมีการคุยเรื่องอะไร เข้าถึงข้อมูลบริษัทมากน้อยแค่ไหน คุณก็จะไม่มีทางรู้เลยเช่นกัน ดังนั้นการมีอีเมลโดเมนจะทำให้คุณสามารถควบคุมและระบุตัวตนพนักงานได้ เพิ่มความปลอดภัย ป้องกันการแอบอ้าง...
Continue readingLush แบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำกับการสร้าง ROI 369% หลังใช้ Zendesk
ในโลกธุรกิจทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีหลายอย่างที่ขับเคลื่อนด้วย AI รวมถึงการใช้ AI เข้ามาช่วยด้านการบริการลูกค้า แต่เชื่อว่าหลายคนก็คงอดกังขาไม่ได้ว่าใช้ AI แล้วจะวางใจได้แค่ไหน? จะลดทอนปฏิสัมพันธ์และทำให้ลูกค้าเห็นว่าแบรนด์ไม่ใส่ใจหรือเปล่า? และช่วยให้ลูกค้ารู้สึกดีได้จริงไหม? ในบทความนี้เราจึงขอยกกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากแบรนด์ค้าปลีกชื่อดังอย่าง Lush ซึ่งเป็นแบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำระดับโลกและพบเจอหน้าร้านได้ในห้างสรรพสินค้าในไทยเช่นกัน Lush คือใคร? ร้านค้าปลีกเครื่องสำอาง Lush ก่อตั้งขึ้นในเมืองดอร์เซ็ต ประเทศอังกฤษ เมื่อปี 1995 โดดเด่นด้วยจริยธรรมที่แข็งแกร่ง มีชื่อเสียงในเรื่องของการค้าที่ยุติธรรม การรักษาสิ่งแวดล้อม และการไม่ทดลองกับสัตว์ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ค่านิยมเหล่านี้จะสะท้อนอยู่ในแผนกบริการลูกค้าของบริษัทด้วย “ต้องทำควบคู่กันไป ลูกค้าดึงดูดเข้าหาเราด้วยจริยธรรมและค่านิยมของเรา เราใส่ใจทั้งผู้คน สิ่งแวดล้อม และสัตว์ เราจึงไม่ยอมลดทอนคุณภาพการดูแลลูกค้า พนักงาน หรือซัพพลายเออร์ เพียงเพื่อให้ทุกอย่างถูกลง ง่ายขึ้น หรือเร็วขึ้น” Naomi Rankin ผู้จัดการฝ่ายประสบการณ์ลูกค้าระดับโลกกล่าว Zendesk เสริมความต่อเนื่องของประสบการณ์ลูกค้าให้ Lush อย่างไร? ทั้ง Naomi Rankin และ Sonya Fanson ผู้ดูแลฝ่าย CX ระดับโลกของ Lush ต่างเริ่มต้นจากการเป็นพนักงานหน้าร้านมาก่อน ซึ่งทำให้เข้าใจหัวใจของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง เมื่อบริษัทต้องการยกระดับระบบบริการลูกค้าทั่วโลก Lush เลือกใช้ Zendesk ในปี 2014 ที่สหราชอาณาจักร และขยายไปยังประเทศอื่นในอีก 2 ปีถัดมา เพื่อสร้างมาตรฐานด้านดิจิทัลของแบรนด์ พร้อมกับรีแพลตฟอร์มเว็บไซต์ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสพอดี “เป็นคริสต์มาสที่ยุ่งที่สุดที่ทีมดิจิทัลเคยมี และเราเพิ่งย้ายเว็บไซต์ ความเสถียรของระบบ Zendesk ในตอนนั้นจึงช่วยให้เราระบุปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและแก้ไขได้ทันท่วงที” Zendesk กลายเป็นศูนย์กลางในการรับคำถามทุกช่องทาง ทั้งอีเมล แชท ข้อความ โทรศัพท์ และยังเป็นเครื่องมือสำหรับติดตามและวิเคราะห์คำถามจากลูกค้า “ตอนแรกเราเลือกใช้ Zendesk เพื่อจัดการอีเมลขาเข้าและบันทึกการโทรทั้งหมดไว้ในที่เดียว ช่วยให้เราปรับปรุงความต่อเนื่องและบริการลูกค้าได้ดีขึ้น และยังสามารถทำรายงานที่ละเอียดขึ้นสำหรับธุรกิจ” Rankin กล่าว “ก่อนใช้ Zendesk การรายงานจากฝ่ายดูแลลูกค้าค่อนข้างน้อย หรืออาจเรียกได้ว่าแทบไม่มีเลย” ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าด้วย Zendesk AI “เรามักจะหลีกเลี่ยงการใช้ระบบอัตโนมัติมากเกินไป เพราะเราไม่ต้องการแทนที่การสื่อสารแบบตัวต่อตัว” Rankin กล่าว แต่ทีมงานพบว่ามีคำถามซ้ำจำนวนมาก...
Continue readingสรุปกลยุทธ์ทำการตลาดผ่าน WeChat ตอนที่ 3
WeChat Channel WeChat Channel เป็นฟีเจอร์ใหม่ภายในระบบนิเวศน์ของ WeChat ที่อนุญาตให้ผู้ใช้ (Users) อินฟลูเอนเซอร์ (Influencers) และแบรนด์ต่างๆ (Brands) สร้างและโพสต์คอนเทนต์วิดีโอสั้นๆ และเผยแพร่ผ่านฟีดสื่อ WeChat Channels ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับเทรนด์ความนิยมที่เพิ่มขึ้นของแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น เช่น Douyin (Tiktok) และ Kuaishou ผู้ใช้ WeChat สามารถเลื่อนดูฟีดได้ตลอดเพื่อค้นหาสิ่งที่เพื่อนๆ และแบรนด์โปรดที่โพสต์ รวมถึงคอนเทนต์จากผู้ใช้ อินฟลูเอนเซอร์ และบัญชีสาธารณะอื่นๆ จาก Channels ผู้ใช้ WeChat สามารถสำรวจคอนเทนต์และติดตามผู้ใช้ที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อติดต่อ และบัญชี WeChat Official Account ที่ผู้ใช้งานไม่ได้ติดตาม การโฆษณาแบบเสียเงินบน WeChat แคมเปญโฆษณาสามารถเพิ่มการรับรู้ถึงแบรนด์ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่แบรนด์ต้องมีความคิดสร้างสรรค์เพื่อดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย เช่น การเชิญชวนให้โหวต เล่นเกม หรือตอบคำถาม ซึ่งควรจะดึงดูดใจ สนุกสนาน และให้รางวัล แคมเปญที่สร้างสรรค์มักจะสามารถดึงดูดผู้ติดตามมายังบัญชีของเราได้เสมอ ซึ่งการโฆษณาแบบเสียเงินบน WeChat มี 3 รูปแบบหลัก: WeChat Banner Advertisements WeChat Moments Advertisements Key Opinion Leader (KOL) Promotion WeChat Campaigns โฆษณาแบนเนอร์ใน WeChat จะถูกวางไว้ในบทความของบัญชี WeChat Official Account และมีลักษณะแบบคลาสสิกคล้ายกับโฆษณาบนเว็บไซต์อื่น จุดเด่นคือมีการตั้งราคาแบบขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ (Performance-based Pricing) และทำให้ผู้ใช้เข้าสู่เว็บไซต์ของเราได้ง่ายขึ้น โฆษณา WeChat Moments ช่วยให้ผู้ลงโฆษณาสามารถโฆษณาในส่วน Moments ซึ่งเปรียบได้กับ Newsfeed ของ Facebook ข้อดีคือ WeChat Moments ช่วยให้โฆษณาได้ง่ายขึ้นและคุ้มค่า: ส่วนกราฟิก: ใช้ภาพสูงสุด 6 ภาพหรือวิดีโอความยาวไม่เกิน 15 วินาที...
Continue reading3 เครื่องมือ ช่วยให้มองเห็นภาพรวมของโปรเจกต์ทั้งหมดด้วย Asana
เลือกอ่านหัวข้อที่คุณต้องการได้เลย! วิธีการบริหารโปรเจกต์และงานของแต่ละคน แต่ละทีม แต่ละองค์กรมักมีการทำงานที่แตกต่างกันออกไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าผู้ที่ดูแลบริหารโปรเจกต์คิดเหมือนกัน คือ การมองเห็นภาพรวมของโปรเจกต์และงานทั้งหมดในรูปแบบที่จับต้องได้ เข้าใจง่ายและชัดเจน ซึ่งการบริหารโปรเจกต์แบบให้เห็นภาพที่ชัดเจนนั้นเรียกว่า Visual Project Management คือ แนวทางการบริหารโปรเจกต์ที่ผสมผสานการทำงานเข้ากับเครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อช่วยให้การดูภาพรวมของโปรเจกต์นั้น แสดงในรูปแบบของภาพและมุมมองต่าง ๆ ที่เข้าใจง่ายขึ้น ซึ่งในบทความนี้เราจะยกตัวอย่าง 3 เครื่องมือ ที่จะช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวมของโปรเจกต์ทั้งหมดได้อย่างชัดเจนและง่ายมากขึ้นด้วยแพลตฟอร์ม Asana จะมีอะไรบ้าง? ไปดูกัน! 1. ไทม์ไลน์และแผนภูมิ (Timelines & Gantt Charts) หนึ่งในวิธีการดูแผนของโปรเจกต์ให้ชัดเจน คือ การทำไทม์ไลน์และแผนภูมิ (Timelines & Gantt Charts) ซึ่งจะแสดงงานทั้งหมดของโปรเจกต์ในรูปแบบกราฟแท่ง เพื่อให้เห็นได้ว่าแต่ละงานต้องเริ่มและจบเมื่อไหร่ และใช้เวลานานแค่ไหน เหมาะสำหรับโปรเจกต์ที่มีกรอบเวลาชัดเจนและงานต้องเสร็จตามกำหนด ซึ่งวิธีนี้จะทำให้คุณจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ได้ดีขึ้น จัดการคนให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงและเห็นความเชื่อมโยงของงานทั้งหมด โดยตัวอย่างโปรเจกต์ที่เหมาะกับรูปแบบไทม์ไลน์และแผนภูมิ เช่น: การจัดการแคมเปญการตลาด แคมเปญการเปิดตัวสินค้า การวางแผนงานอีเวนต์ 2. กระดานคัมบัง (Kanban Boards) คัมบัง (Kanban) เป็นวิธีจัดการงานที่ใช้ “การ์ด” แทนงานแต่ละชิ้นและวางการ์ดไว้ในคอลัมน์ที่บ่งบอกถึงสถานะงานในตอนนั้น เช่น To-do → Doing → Done โดยที่เวลางานมีความคืบหน้า การ์ดก็ถูกย้ายไปตามคอลัมน์ถัดไป เพื่อทำให้ทีมมองเห็นได้ทันทีว่าตอนนี้งานอยู่ในขั้นตอนไหนของโปรเจกต์ทั้งหมด Kanban Boards เป็นเครื่องมือที่เหมาะกับงานหรือโปรเจกต์ที่มีหลายขั้นตอน และต้องการติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ได้ดีกับงานแบบ Agile เช่น: การพัฒนาซอฟต์แวร์หรือแอป (ตัวอย่าง: Backlog → In Progress → Testing → Done) การผลิตคอนเทนต์ หรือ เว็บไซต์ (ตัวอย่าง: Idea → Draft → Review → Published) การรับบรีฟและอนุมัติจากลูกค้า (ตัวอย่าง: Request...
Continue readingHow to สร้างเว็บไซต์ด้วย Google Sites ใน 6 ขั้นตอน
Google Sites หนึ่งในฟีเจอร์ของ Google Workspace ช่วยให้คุณสามารถสร้างเว็บไซต์ได้ด้วยตัวเอง ถึงแม้คุณจะไม่มีทักษะการเขียนโปรแกรมก็ตาม เพราะเพียงแค่คลิก ลาก และวาง ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ธุรกิจ เว็บไซต์งานกิจกรรม ก็สามารถสร้างได้ง่ายๆเพียง 6 ขึ้นตอนต่อไปนี้ How to สร้างเว็บด้วย Google Sites ใน 6 ขั้นตอน เลือกอ่านหัวข้อที่คุณต้องการได้เลย! คลิกไปยังหัวข้อที่คุณสนใจได้เลยทันที 1. สร้างเว็บไซต์ จากหน้าแรกของ Sites ให้คลิกสร้าง + ที่ด้านบน หรือเลือกเทมเพลตโดยคลิก Template gallery (แกลเลอรีเทมเพลต) หรือจาก Google Drive คลิก New (ใหม่)> More (เพิ่มเติม)> Google Sites 2. ตั้งชื่อเว็บไซต์ 1. Title site ชื่อเอกสารของเว็บไซต์จะปรากฏให้คุณเห็นเท่านั้น และคุณไม่สามารถตั้งชื่อซ้ำกันได้ 2. Site name ชื่อเว็บไซต์จะปรากฏในส่วนหัวและในแถบชื่อหน้าต่างของเว็บไซต์หลังจากที่คุณเผยแพร่เว็บไซต์เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหากคุณต้องการให้ชื่อเว็บไซต์ปรากฏ คุณจะต้องมีหน้าเว็บเพจ 2 หน้าขึ้นไป 3. Page Title ชื่อหน้าเว็บเพจจะปรากฏที่ด้านบนของหน้าเพจนั้น ๆ และใน Navigation Menu ด้วย 3. เลือกเลย์เอาต์ คลิก Layouts (เลย์เอาต์) ที่ด้านขวา 4. เลือกภาพพื้นหลัง รูปแบบ Header และธีม คุณสามารถเลือกใช้ธีมสำเร็จรูปจาก Google Sites ได้เลยทันที อีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนได้ทุกเมื่อแม้ว่าจะ Publish ไปแล้วก็ตาม 4.1 เปลี่ยนภาพพื้นหลัง ไปที่ Google Sites แล้วเปิดเว็บไซต์ของคุณ คลิกปุ่ม image ที่ภาพพื้นหลัง เลือกตัวเลือกต่อไปนี้ Upload (อัปโหลด) Select...
Continue reading