คุณสามารถเลือกอ่านรายการคำถามได้ด้านล่างนี้
เลือกอ่านหัวข้อที่คุณต้องการได้เลย!
ถ้าต้องเริ่ม Transform องค์กรด้วย Gemini เพียงแค่หนึ่งอย่างที่เห็นผลชัดที่สุด (Quick Win) แนะนำให้เริ่มจาก Use Case ไหนใน Google Workspace
ทางเลือกที่เห็นผลเร็วที่สุดคือการใช้ Gemini ใน Google Sheets เพื่อทำ Data Classification & Cleaning เพราะ Gemini สามารถช่วยจัดหมวดหมู่ข้อมูลให้เสร็จได้ในไม่กี่วินาที เพียงแค่นี้คุณก็จะเห็นความแตกต่างของประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) ได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานเดิมเลยครับ
Google Workspace กับของค่ายอื่น แตกต่างกันอย่างไร มีส่วนที่เหนือกว่าอย่างไร
หากเปรียบเทียบ Google Workspace กับคู่แข่งหลักอย่าง Microsoft 365 หรือ Zoho ความแตกต่างที่สำคัญและส่วนที่ Google Workspace ทำได้ดีกว่ามีดังนี้
- ความลื่นไหลในการทำงานร่วมกัน (Real-time Collaboration): Google ถูกออกแบบมาให้เป็น “Cloud-native” ตั้งแต่แรก ทำให้การพิมพ์งานพร้อมกันหลายคนใน Docs หรือ Sheets ทำได้เสถียรและรวดเร็วกว่า ไม่ค่อยมีปัญหาไฟล์ล็อคหรือต้องรอ Sync เหมือนซอฟต์แวร์ที่ดัดแปลงมาจากโปรแกรม Desktop
- ความง่ายในการใช้งาน (User Experience): อินเทอร์เฟซสะอาดตาและไม่ซับซ้อน พนักงานแทบไม่ต้องเรียนรู้ใหม่เพราะคุ้นเคยกับ Gmail และ Google Drive ส่วนตัวอยู่แล้ว
- ระบบค้นหาอัจฉริยะ (Smart Search): พลังของ Google Search ถูกนำมาใช้ใน Drive และ Gmail ทำให้การหาไฟล์งานทำได้รวดเร็วมาก แม้จะจำชื่อไฟล์ไม่ได้แต่จำเนื้อหาบางส่วนได้ ระบบก็สามารถค้นหาเจอได้อย่างแม่นยำ
- การทำงานบนเบราว์เซอร์ 100%: ไม่จำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมลงเครื่องคอมพิวเตอร์ ช่วยลดภาระของฝ่าย IT ในการดูแลรักษาและอัปเดตซอฟต์แวร์ และยังทำงานได้เสถียรแม้ในเครื่องที่สเปกไม่สูง
Workspace Studio เปิดใช้งานอย่างไรสำหรับคนที่ใช้ Google Workspace
คุณสามารถเข้าใช้งาน Workspace studio ได้ผ่านหน้า Gmail หรือหากยังไม่ปรากฎสามารถทำตามขั้นตอน ดังนี้
1. ไปที่ Admin console เปิดใช้งาน Gemini
2. เปลี่ยนเมนูภาษาเป็น English
หากทำตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว คุณจะเห็น Workspace Studio ปรากฎที่แท็บเมนูด้านขวาบนข้างสัญลักษณ์ Gemini (ดาว 4 แฉก)
กรณีเป็นบริษัททัวร์(พาลูกค้าไทยไปทัวร์ต่างประเทศ) เดิมใช้ Appsheet และ Google sheets พร้อม AI เบื้องต้น ขอคำแนะนำว่า ควรใช้เครื่องมือไหนเพิ่มเติมไหมดีครับในแต่ละแผนก
แนะนำให้ลองดูจากปัญหาที่เจอหรือวัตถุประสงค์ของการนำ AI มาใช้งาน เพื่อการเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมที่สุด เพราะหัวใจสำคัญของการทำงานไม่ใช่การมี App เยอะหรือใช้ AI เยอะ แต่คือการทำให้ข้อมูล “ไหล” หากันได้โดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ และทุกคนที่ทำงานสามารถเข้าถึงและนำไปใช้งานต่อได้ทันที
โดยเบื้องต้น Demeter ICT แนะนำให้คุณลองใช้ฟีเจอร์ Automation จาก AppSheet เพื่อการส่งข้อมูลที่รวดเร็วขึ้น หรือสามารถใช้ Tools อื่นๆ ภายใน Ecosystem เดียวกันได้เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เช่น Workspace Studio
หรือหาก Process การทำงานยังมีปัญหาหลายจุด เราแนะนำว่าให้แก้ไขที่ต้นเหตุคือการปรับเปลี่ยน Workflow เดิมโดยการทำ Business Transformation ครับ
ขอตัวอย่าง kpi การนำเอา AI มาใช้ เช่น ธุรกิจของเราใช้ AI กี่เปอร์เซ็นต์ มีตัวอย่างอื่นไหม
ตัวอย่าง KPI ที่ Demeter ICT แนะนำสำหรับบริษัท Air liquide ด้าน Pillar และ Metric
1. การผลิต (Factory) Energy Efficiency: ลดการใช้พลังงานในโรงงานแยกก๊าซ (ASU) ด้วย AI
2. สิ่งแวดล้อม (ESG) Carbon Reduction: ปริมาณ CO2 ที่ลดลงจากการใช้ AI คำนวณเส้นทางขนส่ง
3. บริการ (Service) Predictive Maintenance: ลดเวลาเครื่องจักรหยุดทำงาน (Downtime) ไม่ให้เกินกำหนด
4. สุขภาพ (Health) Patient Adherence: เพิ่มอัตราการรักษาต่อเนื่องของผู้ป่วยผ่านการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อลดอัตราการขาดนัดและเพิ่มความสำเร็จในการรักษา
โดยสรุปแล้วแนะนำให้วัดผลที่ “การลดใช้พลังงาน ลดปล่อยก๊าซ ลด Downtime และเพิ่มความแม่นยำในการรักษา หรือ MA” ครับ
Google workspace มี Tools อะไรแทน Microsoft Power Automate ได้บ้าง
หากคุณกำลังมองหาเครื่องมือทดแทน Microsoft Power Automate คุณสามารถใช้ Google AppSheet (No-Code platform) ได้เทียบเท่ากับ Microsoft Power Automate แบบลาก-วางครับ ซึ่งคุณสามารถใช้งาน AppSheet ได้ฟรีครับ
การใช้ Deep Research มีความต่างในการเลือก Model Fast thinking และ Pro หรือเปล่า
1. Deep Research + Fast Thinking Model (เน้นความไวและปริมาณ)
- ลักษณะการทำงาน: เน้นการกวาดข้อมูลจากแหล่งต่างๆ อย่างรวดเร็ว สรุปประเด็นสำคัญแบบ Bullet points
- เหมาะกับงานประเภทไหน: ข้อมูลประจำวัน, สรุปข่าว, หาไอเดียไวๆ
- จุดเด่น: เหมาะสำหรับการเช็กข้อมูลที่เพิ่งเกิดขึ้น (Real-time news), การเปรียบเทียบราคาสินค้า, หรือการหาคำตอบที่ต้องการความกว้างแต่ไม่ซับซ้อน
- ความแม่นยำของแหล่งอ้างอิง: ดีในระดับทั่วไป
2. Deep Research + Pro Model (เน้นคุณภาพและความแม่นยำ)
- ลักษณะการทำงาน: โมเดลจะไม่ได้แค่ “อ่าน” แต่จะทำการ “วิพากษ์” ข้อมูลที่หามาได้ ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มา และนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ใหม่
- เหมาะกับงานประเภทไหน: งานวิจัย, วางแผนธุรกิจ, วิเคราะห์ข้อมูลเฉพาะทาง
- จุดเด่น: เหมาะสำหรับงานวิจัยวิชาการ, การวิเคราะห์ตลาดเชิงลึก, หรือการแก้ปัญหาทางเทคนิคที่ต้องใช้การอ้างอิง (Citations) ที่แม่นยำ
- ความแม่นยำของแหล่งอ้างอิง: สูงมาก มีการตรวจสอบซ้ำ (Cross-check)
สร้าง App ใช้ในองค์กรให้ครบทั้ง Front end / back end แบบง่าย ๆ ที่พนักงานทำใช้เองได้ แนะนำใช้ Product ไหน ของ Workspace
การสร้างแอปพลิเคชันใช้งานภายในองค์กรโดยเน้นให้พนักงานสร้างเองได้ง่าย (No-code) และเชื่อมต่อกับระบบเดิมของ Google Workspace ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ขอแนะนำให้ใช้ Google AppSheet
- Front-end: สร้างหน้าตาแอป (UI) ให้โดยอัตโนมัติ รองรับทั้งมือถือ แท็บเล็ต และเว็บ
- Back-end: ใช้ Google Sheets หรือ Google Drive เป็นฐานข้อมูลหลักได้เลย ทำให้พนักงานที่คุ้นเคยกับการใช้ Excel/Sheets ทำงานต่อได้ทันที
- Automation: สามารถตั้งค่าให้ส่งอีเมลแจ้งเตือนผ่าน Gmail หรือสร้างไฟล์ PDF รายงานลงใน Drive ได้อัตโนมัติ
หากใช้แพ็กเกจ Google Workspace (Business Starter ขึ้นไป) จะได้รับสิทธิ์การใช้งาน AppSheet Core มาพร้อมกับบัญชีอยู่แล้ว ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและพนักงานสามารถเริ่มต้นเรียนรู้ได้ทันทีผ่านบทเรียนในออนไลน์สามารถสอบถามเกี่ยวบริการ AppSheet Training ได้ครับ
Recap ส่วนของ Data Security ความแตกต่างของ Personnel user / Workspace
ความแตกต่างหลักๆจะอยู่ที่ “อำนาจการควบคุม“
โดยบัญชี Personnel เปรียบเสมือนบ้านส่วนตัวที่เจ้าของบ้านดูแลตัวเอง ข้อมูลเป็นสิทธิ์ขาดของผู้ใช้รายบุคคล หากลาออกหรือเครื่องหาย ข้อมูลจะติดตัวไป และองค์กรจะไม่สามารถเข้าไปจัดการได้
Google Workspace เปรียบเสมือนออฟฟิศที่องค์กรเป็นเจ้าของข้อมูลและมี “ผู้ดูแลระบบ (Admin)” เป็นคนถือกุญแจหลัก ทำให้สามารถตั้งกฎความปลอดภัยส่วนกลาง ตรวจสอบประวัติการใช้งาน (Audit Logs) และสั่งลบข้อมูลจากระยะไกลได้ทันทีเพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล
สรุปคือ บัญชี Personnel เน้นความเป็นส่วนตัว เหมาะสำหรับการใช้ส่วนตัวเท่านั้น ส่วน Google Workspace เน้นความปลอดภัยและการควบคุมในระดับธุรกิจ เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการจัดการข้อมูลได้ที่ศูนย์กลางครับ
การควบคุมการใช้งานภายในองค์กร จำกัดสิทธิ์และจำกัดการแชร์ภายในภายนอกองค์กร
การควบคุมใน Google Workspace คุณสามารถทำได้ผ่านระบบ Admin Console ที่ช่วยให้องค์กรกำหนดขอบเขตความปลอดภัยได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยแอดมินสามารถสั่งปิดการแชร์ไฟล์ออกนอกบริษัทได้ทันทีในระดับนโยบายส่วนกลาง หรือกำหนดให้การแชร์ข้อมูลสำคัญต้องผ่านการตรวจสอบจากระบบ DLP (Data Loss Prevention) เพื่อบล็อกข้อมูลความลับไม่ให้รั่วไหลออกไปภายนอก
ในด้านการใช้งานภายใน แอดมินจะจำกัดสิทธิ์ผ่านการแบ่งกลุ่มพนักงาน (OU) เพื่อให้แต่ละแผนกเข้าถึงเฉพาะแอปพลิเคชันหรือข้อมูลที่จำเป็นเท่านั้น พร้อมทั้งควบคุมการเชื่อมต่อกับแอปภายนอก (Third-party) เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลถูกดึงออกไปผ่านช่องทางอื่น ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถตรวจสอบความเคลื่อนไหวได้ตลอดเวลาผ่าน Audit Logs ทำให้การควบคุมสิทธิ์ทั้งภายในและภายนอกมีความรัดกุมกว่าบัญชีทั่วไปครับ
ถ้าในองกรค์มีการใช้งานหลาย tools หลัก ๆ คือ Microsoft และมีการส่งไฟล์งานเอกสารไฟล์ excel บ่อยครั้ง AI จะมาช่วยอะไรได้บ้างครับ
หากคุณมีการทำงานแบบส่งไฟล์ Excel ให้ทีมผ่านอีเมล ให้คุณสำรวจ Workflow การทำงานว่า AI สามารถเข้าไปแทรกที่จุดไหนได้บ้าง เช่น AI ที่ช่วยในการส่งอีเมล, AI ที่ช่วยในการคิดคำนวณ หรือวิเคราะห์ข้อมูล เป็นต้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว AI จะสามารถอ่านข้อมูลในไฟล์รูปแบบตารางได้ครับ
แต่หากคุณต้องการใช้งาน AI กับข้อมูลรูปแบบตารางหรือสำหรับการคำนวณให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เราแนะนำว่าให้ใช้เป็น AI ที่ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับงานนั้น ๆ โดยเฉพาะหรือเรียกอีกอย่างว่าการทำงานภายใต้ Ecosystem เดียวกันย่อมได้ผลที่ดีกว่านั่นเองครับ
มากไปกว่านั้นหากต้นทาง-ปลายทางมี AI ที่ช่วยทำงานเช่นกัน ก็จะยิ่งช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น
สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ภาคการศึกษาได้ใช้อยู่แบบ non profit organization จะเทียบเท่ากับแบบ enterprise หรือไม่ มีความเป็นส่วนตัวขนาดไหนครับ
สำหรับสถาบันการศึกษาที่ใช้งานในรูปแบบ Non-profit หรือ Education Edition โดยปกติแล้ว “ฟีเจอร์และมาตรฐานความปลอดภัยจะเทียบเท่ากับระดับ Enterprise” แต่จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไปเล็กน้อยเพื่อให้เหมาะสมกับบริบทการเรียนการสอน
- ฟีเจอร์: เทียบเท่า Enterprise ทั้งในแง่การจัดการ ความเสถียร และความปลอดภัย (บางอย่างดีกว่าเพราะออกแบบมาเพื่อการสอนโดยเฉพาะ)
- ความเป็นส่วนตัว: สูงกว่าบัญชีทั่วไป ข้อมูลจะไม่ถูกนำไปสแกนเพื่อทำโฆษณา และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลทางการศึกษาในระดับสากล
- ความเป็นเจ้าของ: ข้อมูลเป็นของสถาบัน ไม่ใช่ของผู้ให้บริการ