Workplace trends 2026

Workplace Trends 2026: ยุคแห่งการใช้ AI ให้คุ้มค่าและการกลับมาของ Human-Centric Skills

ในปี 2025 ที่ผ่านมา กระแส AI ได้รับความสนใจอย่างมากจนอาจส่งผลให้เกิดการละเลย Human Skills และการทำงานร่วมกันไปบ้าง ดังนั้น ปี 2026 จึงเป็นปีแห่งการผสมผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับวิธีการทำงานแบบดั้งเดิมอย่างชาญฉลาดเพื่อให้เกิดการนำไปใช้จริงได้อย่างคุ้มค่าและตอบโจทย์สูงสุด โดยในบทความนี้ Demeter ICT ได้สรุปและรวบรวมแนวคิดเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญหลายแห่ง รวมถึงสื่อชั้นนำอย่าง Forbes เพื่อเป็นแนวทางให้คุณเตรียมพร้อมรับมือและทรานส์ฟอร์มระบบการทำงานแห่งปี 2026 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอบคุณข้อมูลจาก Forbes  1. The Rise of “Agentic AI”: เมื่อ AI ขยับฐานะจากผู้ช่วยสู่ “ผู้ดำเนินการ” จาก Generative AI สู่ Agentic AI ปัญญาประดิษฐ์แห่งปี 2026 AI ที่คิดและลงมือทำเองได้ (ภายใต้คำสั่งและเงื่อนไขตามที่กำหนด) Agentic AI จะพลิกโฉมการทำงานในปี 2026 ของคุณอย่างไรบ้าง? 1.1 From Copilot to Autopilot AI จะไม่เพียงแค่ช่วยร่างอีเมล แต่สามารถ “จัดการ’” แทนคุณได้ครบจบใน Prompt เดียว เช่น คุณ Prompt ว่า “นัดประชุมทีมสัปดาห์หน้า” AI จะทำการเข้าไปตรวจสอบปฏิทินของทุกคน จองห้องประชุม ส่งวาระการประชุม และสรุปประเด็นล่วงหน้าให้อัตโนมัติโดยที่คุณไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม 1.2 Digital Middle Management ภาระงานประจำ/ซ้ำซาก (Routine) เช่น การอนุมัติลางานตามเงื่อนไขหรือการคัดกรองประวัติการรับสมัครงานเบื้องต้นจะถูกส่งต่อให้ AI ทำหน้าที่เป็น “ผู้จัดการดิจิทัล” ที่ช่วยทุ่นแรงและประหยัดเวลาการเฟ้นหาผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมได้อย่างรวดเร็ว 1.3 Invisible Tech เทคโนโลยีในออฟฟิศจะ “ล่องหน” และไร้รอยต่อ (Seamless) เช่น ระบบห้องประชุมอัจฉริยะโดยไม่ต้องพึ่งพาสายเคเบิลหรือการตั้งค่าที่วุ่นวาย ทำให้คุณไม่รู้สึกว่าเทคโนโลยีเป็นเรื่องยากหรือไกลตัวอีกต่อไป เพราะหลังจากนี้ทุกสิ่งที่คุณใช้จะมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ แฝงในทุกการใช้งาน...

Continue reading

ไม่ต้อง Forward อีกต่อไป Gmail แชร์เมลไป Google Chat ได้แล้ว!

เคยไหม? ได้รับเมลอีเมลสำคัญโดยเฉพาะอีเมลจากลูกค้า แต่ต้องคอย Forward เมลให้ทีมงานแต่ละคน กลับกลายเป็นว่าได้รับการตอบกลับที่กระจัดกระจาย ไม่ว่าจะเป็นทางเมลบ้าง ทางแชทบ้าง หรือที่หนักกว่าคือไม่ได้รับการตอบกลับใดๆเลย ทำให้ติดตามงานต่อยาก อย่างไรก็ตามปัญหาเหล่านี้จะหมดไป ด้วยการแชร์อีเมลไปที่ Google Chat ได้โดยตรง ลดความซ้ำซ้อนของอีเมล ตอบกลับไวขึ้น ฟีเจอร์แชร์เมลไปยัง Google Chat Google ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ใน Gmail ที่เชื่อมต่อการทำงานเข้ากับ Google Chat ให้สามารถแชร์เมลใน Inbox ไปยังแชทส่วนตัว (Direct message) หรือแบบกลุ่ม (Chat space) ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งผู้ที่ได้รับการแชร์จะสามารถเปิดอ่านเมลผ่านลิ้งก์ในแชทได้เลย โดยที่ไม่ต้องสลับแท็ปไปมาระหว่าง Gmail และ Google Chat ทำให้ทุกคนเห็นข้อมูลเดียวกัน และเข้าใจบริบทตรงกันตั้งแต่เริ่มต้น วิธีการใช้ฟีเจอร์แชร์เมลไปยัง Google Chat   ไปที่หน้า Gmail แล้วเปิดอีเมลที่ต้องการ  ที่ด้านล่างสุดของอีเมล ให้คลิกที่ปุ่ม Share in Chat เพื่อทำการส่งลิ้งก์เมลนี้ไปยังแชท   เลือกบุคคลที่ต้องการจะแชร์ จากนั้นคลิก Next จากนั้นจะเด้งเป็นหน้าต่างแชทของบุคคลที่ได้รับการแชร์ พร้อมลิงก์ของอีเมล โดยสามารถพิมพ์รายละเอียดเพิ่มเติมได้ จากนั้นคลิก Send เป็นอันเสร็จ  สรุป: ใช้ฟีเจอร์การแชร์อีเมลไปยัง Google Chat ดีอย่างไร? ช่วยกระจายเมลให้ทีมรับรู้มากขึ้น แก้ไขปัญหาแบบเรียลไทม์ แทนการโต้ตอบผ่านอีเมลหลายรอบ พูดคุยและปรึกษาภายในทีมก่อนตอบกลับอีเมลสำคัญ ต้องบอกว่าการอัปเดตครั้งนี้แสดงให้เห็นทิศทางของ Google ในการพัฒนา Google Workspace ให้เป็นเครื่องมือทำงานที่ครบวงจรยิ่งขึ้น ด้วยการเชื่อมการสื่อสารผ่านอีเมลเข้ากับการพูดคุยแบบเรียลไทม์ในแชท ช่วยให้การทำงานคล่องตัว ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และทำให้องค์กรตัดสินใจได้เร็วขึ้นในยุคดิจิทัล...

Asana Features Updated ประจำเดือนมกราคม 2026

เลือกอ่านหัวข้อที่คุณต้องการได้เลย! สำหรับ Asana Package Personal และ Basic Reference custom fields in advanced search: ใช้ Advanced Search เพื่อกรองและสร้างรายงานจากงาน (Tasks) โดยอ้างอิงจากค่าที่อยู่ใน Custom Fields Deprecate Limited Access Members (LAMs): ปรับการจัดการผู้ใช้งานให้ง่ายขึ้น โดยยกเลิกผู้ใช้แบบ Limited Access รูปแบบเดิม และเปลี่ยนมาใช้ระบบ License ที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายกว่า Export project tasks to Excel: ส่งออก Tasks จากโปรเจกต์ไปเป็นไฟล์ Excel ได้ทันที เหมาะสำหรับนำไปวิเคราะห์ข้อมูลต่อหรือแชร์ให้คนนอก Asana Deprecate Limited Access Members (LAMs): ปรับการจัดการสิทธิ์ให้เข้าใจง่ายขึ้น โดยยกเลิก Limited Access Members และกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงทีมและโปรเจกต์ให้ชัดเจนขึ้น สำหรับ Asana Package Starter และ Premium Restrict the creation of workspaces in organizations: จำกัดให้เฉพาะผู้ดูแลระบบ (Admins) เท่านั้นที่สามารถสร้าง Workspace ใหม่ได้ เพื่อให้การทำงานถูกรวมอยู่ในองค์กรเดียวกันอย่างเป็นระเบียบ Mobile reference custom field support: ใช้งาน Reference Custom Fields บนมือถือได้ง่ายขึ้น ค้นหาและเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อมโยงได้สะดวกกว่าเดิม AI Studio usage history export (CSV): ผู้ดูแลระบบ (Admins) สามารถส่งข้อมูลการใช้งาน AI Studio ออกมาเป็นไฟล์...

Continue reading
Guidelines for Managing Google Workspace When Employees Leave

How to: ขั้นตอนและวิธีจัดการบัญชี Google Workspace เมื่อพนักงานลาออก

เมื่อองค์กรมีพนักงานลาออก สิ่งที่ต้องทำทันทีและสำคัญที่สุดคือการจัดการบัญชี Google Workspace เพราะการจัดการบัญชีผิดวิธีอาจทำให้เกิดความเสี่ยงด้านข้อมูลรั่วไหล การเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือปัญหาด้านกฎหมายได้ และเพื่อปกป้องข้อมูลขององค์กร คุณสามารถจัดการบัญชีได้ตามวิธีด้านล่างนี้ How to: ขั้นตอนและวิธีจัดการบัญชี Google Workspace เมื่อพนักงานลาออก 1. ปิดการเข้าถึงบัญชีทันที 1.1 ระงับการเข้าถึงบัญชี (Suspend) Demeter ICT แนะนำให้คุณกดระงับบัญชีในขั้นตอนแรกเพื่อให้ข้อมูลเดิมยังคงอยู่และสามารถจัดการได้ในลำดับถัดไป (ไม่ควรลบบัญชีทันทีเพราะข้อมูลจะหายถาวร) การระงับบัญชีดีอย่างไร? พนักงานที่ลาออกจะไม่สามารถล็อกอินเข้าใช้บัญชีเดิมได้ ข้อมูลเดิมใน Google Drive จะยังอยู่ครบถ้วน สามารถประมวลผลและใช้ข้อมูลเดิมได้ตามปกติ 1.2 ปิด Session และอุปกรณ์ที่เคยเชื่อมต่อ Sign out ออกจากทุกอุปกรณ์ ยกเลิก OAuth token ของแอปต่าง ๆ ระงับการเข้าถึงและล้างข้อมูลองค์กรออกจากอุปกรณ์ส่วนตัว (BYOD) (คลิกดูรายละเอียดคอร์สอบรม Admin เพื่อการจัดการและตั้งค่านโยบายต่าง ๆ ขององค์กรอย่างละเอียด) 2. โอนย้ายข้อมูลบน Google Drive ในบัญชีพนักงานนั้นมีข้อมูลสำคัญมากมาย เช่น หนังสือสัญญา ไฟล์สินค้า ข้อมูลลูกค้า และอื่น ๆ ดังนั้นเพื่อไม่ให้ข้อมูลสูญหาย คุณสามารถดำเนินการได้ ดังนี้ โอนสิทธิ์ความเป็นเจ้าของเอกสาร (Ownership Transfer) ให้กับหัวหน้าทีมหรือ Shared Drive สร้างระบบจัดเก็บข้อมูลตามระยะเวลาที่กำหนดโดยใช้ Google Vault กำหนดนโยบายการเก็บรักษาและการระงับการใช้ข้อมูลให้เป็นไปตามกฎหมาย PDPA (ดูคอร์สอบรม PDPA ได้ที่นี่) 3. จัดการอีเมล ตั้งค่า Inbox ให้ส่งต่ออีเมลขาเข้าไปยังหัวหน้าหรือผู้รับผิดชอบคนใหม่ ตั้ง Auto-Reply เพื่อแจ้งผู้ติดต่อให้ทราบว่าอีเมลนี้ไม่มีคนใช้งานแล้ว มอบหมายสิทธิ์การเข้าถึงกล่องอีเมลไปยังหัวหน้าหรือผู้เกี่ยวข้อง 4. ตรวจสอบแอปที่เชื่อมต่อ เพื่อป้องกันการเข้าถึงจากแพลตฟอร์มที่ไม่ได้รับอนุญาต องค์กรควรถอนการติดตั้งแอป 3rd Party ที่เคยเชื่อมต่อในบัญชีที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว โดยส่วนใหญ่ผู้ใช้ Google Workspace มักเชื่อมต่อกับแอปดังต่อไปนี้  ระบบ...

Continue reading
how to create slides in gemini and canvas

How to: วิธีทำสไลด์ใน 5 นาที ! ด้วย 2 เทคนิคง่าย ๆ จาก Gemini และ Canvas

หากคุณอยากยกระดับ Slides งานนำเสนอของคุณให้ดูมืออาชีพและสวยงามมากยิ่งขึ้น การใช้ Gemini เรียกว่าเป็นทางลัด (Shortcut) ที่จะช่วยให้คุณสร้างสรรค์สไลด์งานนำเสนอได้อย่างรวดเร็ว เพราะไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการจัดวาง เนื้อหา และรูปภาพ Gemini สามารถช่วยคุณได้ทันที How to: วิธีการสร้างสไลด์ด้วย Gemini และ Canvas 1. สร้างสไลด์ด้วย Gemini บน Google Slides เปิด Google Slides คลิก Ask Gemini ที่มุมบนขวา 3. พิมพ์ Prompt และ @ แนบไฟล์ที่ต้องการใช้อ้างอิงในการสร้างสไลด์ (ถ้ามี)4. คลิก Generate ชมสาธิตวิธีการสร้างสไลด์ด้วย Gemini บน Google Slides ได้ที่นี่ 2. สร้างสไลด์ด้วย Canvas ใน Gemini เปิด Gemini (https://gemini.google.com/app) เลือกโมเดล Fast หรือ Thinking (แนะนำเลือกโมเดล Thinking เพื่อผลลัพธ์ที่สวยงาม) เลือก Canvas 4. พิมพ์ Prompt และ @ แนบไฟล์ที่ต้องการใช้อ้างอิงในการสร้างสไลด์ (ถ้ามี)5. กด Enter6. คลิก Export to Slides เลือกใช้วิธีไหนดีเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ? ใช้ Gemini บน Google Slides → หากต้องการกำหนดหัวข้อในแต่ละสไลด์ (สร้างทีละ 1 สไลด์) ใช้ Canvas → หากต้องการสร้างสไลด์ทั้งหมดในครั้งเดียว ซึ่ง Gemini จะมีการใส่ข้อมูล และตกแต่งสไลด์ให้เบื้องต้น นอกจากการสร้างสรรค์สไลด์แล้ว Gemini...

Continue reading
What is Workspace Studio

ใหม่! Google Workspace Studio คืออะไร? เปลี่ยนงาน Routine ให้เป็นอัตโนมัติ

Google Workspace Studio คืออะไร? Google Workspace Studio คือ ระบบ Workflow Automation ที่ใช้ Gemini AI เป็น “สมอง (Agent)” วิเคราะห์ข้อมูล สร้างเนื้อหา หรือแม้กระทั่งตัดสินใจตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อสร้างระบบการทำงานแบบอัตโนมัติให้เป็นไปตามที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเชื่อมต่อแอปพลิเคชันต่าง ๆ จาก Google Workspace ให้คุณสามารถจัดการงานต่าง ๆ ได้ในที่เดียว ซึ่งจุดเด่นของ Google Workspace Studio คือการเปลี่ยนงานประจำวัน (routine) ให้เป็นอัตโนมัติโดยที่คุณไม่ต้องคอยทำซ้ำในทุกวัน เพื่อให้คุณสามารถโฟกัสกับงานอื่นที่สำคัญกว่าได้ เช่น การติด Label อีเมล การส่งแจ้งเตือนเมื่อได้รับข้อมูลใหม่ และการสรุปประชุมทางแชต เป็นต้น https://www.youtube.com/watch?v=Xy0r5fKwlVo ขอบคุณวิดีโอจาก Google Workspace Google Workspace Studio ทำอะไรได้บ้าง? สรุปอีเมลที่ไม่ได้อ่าน ส่งแจ้งเตืองเมื่อได้รับอีเมลจากคนสำคัญ สร้าง Label อัตโนมัติสำหรับอีเมลที่ต้องติดตามผล  ส่งแจ้งเตือนเพื่อเตรียมข้อมูลและอุปกรณ์ให้พร้อมก่อนการประชุม สรุปประชุมหรือเรื่องต่าง ๆ ที่คุณสนใจ และอื่น ๆ คุณสามารถสร้างสรรค์ Workflows ได้ง่าย ๆ เพียงเลือกเทมเพลตหรือพิมพ์ Prompt ให้ Gemini ช่วยสร้าง Flows ก็ได้เช่นกัน  Workspace Studio สามารถใช้กับแอปพลิเคชันใดได้บ้าง? Gmail Docs Sheets Drive Chat Meet Gmail Docs Sheets Drive Chat Meet ตัวอย่าง Flow ใน Google Workspace Studio Workflow สำหรับการติด Label: To...

Continue reading

รู้ก่อนพลาด! อยากใช้ AI จัดการงานบริการลูกค้า ต้องมีแหล่งข้อมูลอย่าง Knowledge Base

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายองค์กรทั้งขนาดเล็กและใหญ่ต่างพยายามนำ AI Chatbot หรือ AI Agent มาใช้ตอบลูกค้า เพื่อให้บริการได้รวดเร็ว 24 ชั่วโมง และลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ แต่ปัญหาที่มักเกิดขึ้นคือ ธุรกิจจำนวนมากมุ่งไปที่การสร้าง “หน้าบ้านของ AI” ก่อน แต่กลับลืมเรื่องพื้นฐานที่สุด นั่นคือแหล่งข้อมูล หรือ Knowledge Base ที่เป็นเหมือนฐานข้อมูลของ AI  ผลก็คือ AI ให้คำตอบไม่ตรงกันในคำถามที่คล้ายกัน ส่งเคสให้เจ้าหน้าที่บ่อยเกินไป หรืออย่างเลวร้ายที่สุด คือทำให้ลูกค้าเสียความเชื่อมั่นในแบรนด์ ถ้าอย่างนั้นต้องทำอย่างไรถึงจะใช้ AI จัดการงานบริการลูกค้าได้ดี ในบทความนี้เราจะมาสรุปให้ได้อ่านกัน รากฐานของ AI Agent คือ Knowledge Base และ Ticket Data หากต้องการให้ AI Agent หรือ Chatbot ทำงานได้ดี ก่อนอื่นธุรกิจจำเป็นต้องมีแหล่งข้อมูลตั้งต้นที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ก่อน มีทั้งหมด 2 ส่วนด้วยกัน 1. Knowledge Base หรือ Help Center ศูนย์รวมบทความ คู่มือ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) หรือขั้นตอนการแก้ปัญหาทั้งแบบภายในและภายนอกองค์กร ใช้ให้บริการลูกค้าโดยตรง (ระบบ self-service) และสามารถใช้เป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงภายในสำหรับเจ้าหน้าที่ซัพพอร์ต Knowledge Base มักถูกมองข้ามหรือได้รับทรัพยากรไม่เพียงพอ ทว่าหากไม่มี Knowledge Base ที่ได้รับการจัดการอย่างสม่ำเสมอ AI จะไม่มีข้อมูลที่เชื่อถือได้สำหรับนำมาใช้อ้างอิง จากสถิติพบว่า 69% ของลูกค้าต้องการหาคำตอบด้วยตัวเองก่อน ถึงอย่างนั้นกลับมีไม่ถึง 1 ใน 3 ของบริษัทที่มี Help Center ให้บริการ (ที่มา: document360.com+1)  และธุรกิจที่มี Knowledge Base ที่ดี สามารถลดจำนวน Ticket ได้ถึง 23% (ที่มา: WPBeginner)...

Continue reading

Asana Features Updated ประจำเดือนธันวาคม 2025

เลือกอ่านหัวข้อที่คุณต้องการได้เลย! สำหรับ Asana Package Personal และ Basic Notify users when they are mentioned in task descriptions: ตอนนี้คุณจะได้รับการแจ้งเตือนเมื่อมีการ @mention คุณภายในคำอธิบายของงาน Customize card size in board view: สามารถเลือกขนาดของการ์ดบนบอร์ดได้ทั้งแบบเล็ก กลาง หรือใหญ่ ทั้งในโปรเจกต์และ My tasks Merge as duplicate on iOS: ผสานงานที่ซ้ำกันหรือยกเลิกสัญลักษณ์ที่บอกว่างานนี้เป็นงานซ้ำได้โดยตรงผ่าน iOS Deprecated team invite links: Asana ยกเลิกฟีเจอร์ Team invite links แล้ว โดยยังใช้รูปแบบการเชิญผ่านอีเมลไว้เหมือนเดิม Saved tabs on Android: สามารถดูมุมมองแบบกำหนดเองทั้งหมดในโปรเจกต์ และสลับแท็บได้ง่ายขึ้นบน Android Notes tab on iOS: เพิ่มพื้นที่สำหรับจดโน้ตในโปรเจกต์และ My tasks บน iOS Create a task from Slack: ใช้ emoji 📝 (:memo:) เพื่อสร้างงานใน Asana อัตโนมัติจากข้อความใน Slack (ในช่องที่ติดตั้ง Asana Slackbot) ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่ สำหรับ Asana Package Starter และ Premium Dynamic “Me” filter for people custom fields and creator field:...

Continue reading
9 features of Asana AI

สรุป 9 ฟีเจอร์สุดล้ำ! ของ Asana AI ผู้ช่วยจัดการงานของคุณให้ดียิ่งขึ้น

บทความนี้จะพาคุณไปรู้จัก 9 ฟีเจอร์สุดล้ำของ Asana AI แบบละเอียดยิบ ที่จะเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของคุณให้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น จะมีอะไรบ้าง? ไปดูกันเลย! เลือกอ่านหัวข้อที่คุณต้องการได้เลย! 1. Smart status – สรุปสถานะโปรเจกต์อัตโนมัติแบบเรียลไทม์ หมดปัญหาที่ต้องมานั่งอัปเดตสถานะโปรเจกต์เองทุกอาทิตย์ เพราะ Smart status จะช่วยสรุปสถานะงานทั้งหมดของโปรเจกต์ออกมาให้คุณได้ทันที เช่น สถานะของโปรเจกต์ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงไหน? งานไหนกำลังล่าช้า? งานไหนเป็นความเสี่ยง (Risk) จะไม่ทันเวลา? งานไหนต้องโฟกัสต่อจากนี้เป็นพิเศษ? ทำให้ผู้จัดการโปรเจกต์ (Project Manager) เห็นภาพรวมของโปรเจกต์ทั้งหมดได้ในคลิกเดียวและช่วยลดเวลาในการทำสรุป Status Report ได้อย่างมหาศาล 2. Smart chat – ผู้ช่วยส่วนตัวที่ถามอะไรก็ตอบได้ทันที เปรียบเสมือนคุณมีเลขาส่วนตัวที่สามารถถามทุกเรื่องได้เกี่ยวกับโปรเจกต์หรืองานที่คุณดูแล เพียงพิมพ์ถามด้วยภาษาที่ใช้ทั่วไป (รองรับภาษาไทย) เช่น งานที่ใกล้เดดไลน์สัปดาห์นี้มีอะไรบ้าง? ช่วยสรุปความคืบหน้าโปรเจกต์ A ให้หน่อย Smart chat จะค้นหาข้อมูลจากทุกโปรเจกต์และให้คำตอบคุณได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องเสียเวลามานั่งหาข้อมูลด้วยตัวเองอีกต่อไป 3. Smart fields – ให้ AI สร้างและกรอกฟิลด์ที่จำเป็นให้อัตโนมัติ ผู้ช่วยที่คอยแนะนำว่าโปรเจกต์ควรมีฟิลด์อะไรที่ต้องใส่บ้าง พร้อมกรอกข้อมูลที่สำคัญให้แบบอัตโนมัติ ทั้งผู้รับผิดชอบงาน, วันที่และวันครบกำหนด, ลำดับความสำคัญของงาน 4. Smart summaries – สรุปข้อมูลยาว ๆ ให้เหลือแต่ประเด็นสำคัญ เหมาะสำหรับผู้จัดการโปรเจกต์ (Project Manager) ที่ต้องดูแลหลายโปรเจกต์พร้อม ๆ กัน Smart summaries ช่วยสรุปงานหรือโปรเจกต์ยาว ๆ ให้เหลือแค่ประเด็นที่สำคัญ ไม่ต้องอ่านข้อมูลทั้งหมดก็เข้าใจภาพรวมได้ 5. Smart editor – ช่วยเขียนและปรับคำให้ดูโปรขึ้น Smart editor สามารถช่วยเขียนและปรับแต่งข้อความให้กระชับ ชัดเจน และตรงประเด็น รวมถึงเปลี่ยนโทนภาษาให้คุณดูโปร มากยิ่งขึ้น 6. Smart...

Continue reading