Github ชื่ออันคุ้นหูที่เชื่อว่าใครที่ทำงานข้องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์คงได้รู้จักหรือใช้งานมาสักครั้ง โดย Github คือบริษัท Software Development Hosting จากสหรัฐอเมริกา เป็นบริษัทที่นำเสนอแพลตฟอร์มที่เป็นทั้งพื้นที่เก็บข้อมูล แชร์ข้อมูล และมีฟีเจอร์การทำงานร่วมกันที่อำนวยความสะดวกมากมายให้กับ Developers หากจะกล่าวถึงประวัติของ Github คร่าวๆ Github ก่อตั้งเมื่อปี 2008 โดย Chris Wanstrath ได้คิดค้น Code Commit ตัวแรก เป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนโค้ด ซึ่งได้กลายเป็นแพลตฟอร์มพัฒนาซอฟต์แวร์ชั้นนำของโลกในเวลาต่อมา ทุกวันนี้ มี Developers ที่ใช้งาน Github ถึงกว่า 50 ล้านคนทั่วโลก องค์กรจากหลายภาคส่วนในหลายอุตสาหกรรม แม้กระทั่ง Zendesk ล้วนได้รับประโยชน์มากมายจากคลังซอฟต์แวร์ คอมมูนิตี้ รูปแบบการทำงานจาก Github เมื่อธุรกิจใหญ่โตขึ้น ความต้องการในระบบซัพพอร์ตก็ทะยานมากขึ้นตาม เดิมทีนั้น Github ใช้โซลูชันแบบ Home-grown (ชื่อว่า Halp) ในการจัดการกับคำร้องจากลูกค้าและพนักงานในองค์กร แต่เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น ต้นทุนที่จะต้องใช้ไปกับทรัพยากรเพื่อคงระบบเหล่านี้ก็ยิ่งมากขึ้นตาม เป้าหมายของ Github จึงเป็นการตามหาระบบที่จะช่วยในการซัพพอร์ตที่สามารถบริหารจัดการเองได้ วัดผลได้ และประยุกต์ใช้งานกับซัพพอร์ตแพลตฟอร์ม เพื่อที่วิศวกรของ Github จะสามารถโฟกัสไปที่แก่นงานหลักของ Github ได้อย่างเต็มที่ “ทีมที่ดูแลด้านเอกสารเองก็เป็นส่วนหนึ่งของทีมซัพพอร์ต เรายังมีทีมด้านบริษัทและทีมนักพัฒนา หรือ Dot-com ทีม ทีมด้านบริษัทนั้นใช้ Zendesk Support ตั้งแต่ปี 2012 แล้ว ส่วนทีมนักพัฒนาเองก็ใช้ Halp ที่เป็นเครื่องมือภายใน” Barbara Kozlowski, Senior Director of Global Support กล่าว ด้วยความที่ซัพพอร์ตทีมของ Github มักจะทำงานแบบรีโมทโดยสมบูรณ์ Github เล็งเห็นว่า Zendesk เป็นโอกาสที่ช่วยด้านการติดต่อสื่อสารไม่เพียงแต่กับลูกค้าเท่านั้น แต่เป็นระหว่างในองค์กรเองก็สามารถทำได้ ทั้งระบบ Ticket ที่ลื่นไหลและช่วยให้การทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ Github...
Continue readingCustomer Service VS Customer Support ต่างกันอย่างไร?
หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินคำว่า Customer Service และ Customer Support แล้ว อาจจะคิดว่าบริบทการทำงานเหมือนกัน ตำแหน่งเดียวกัน หรือคล้าย ๆ กัน แต่จริง ๆ แล้วมันมีข้อแตกต่างระหว่าง 2 คำนี้อยู่ มีความแตกต่างอะไรบ้างมาดูกัน.. เริ่มต้นกันที่เราต้องรู้ก่อนว่า Customer Service การบริการลูกค้าคืออะไร? Customer Service หรือ การบริการลูกค้า คือ การสื่อสาร พูดคุย หรือการตอบโต้กับลูกค้าในสิ่งที่พวกเขาสงสัย ช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับบริษัท เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า (CX) โดยที่ไม่ต้องสนับสนุนลูกค้าทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เราไปกินร้านอาหาร การให้บริการลูกค้าคือ เมื่อคุณสั่งอาหารพนักงานจะเอาเมนูมาให้ จดรายการอาหาร นำเอาอาหารมาเสิร์ฟ จนไปถึงการชำระเงิน แต่พนักงานไม่ต้องมาช่วยคุณสอนวิธีการกินอาหารหรือวิธีการจ่ายเงิน ดังนั้นทีมบริการลูกค้าจะมุ้งเน้นไปที่ทักษะในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้กับลูกค้า เพื่อช่วยให้ลูกค้ามีความมั่นใจและเชื่อมั่นในการเลือกใช้ สินค้าหรือบริการของบริษัทนั้น ๆ อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมไปถึงต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์อันดีที่จะเป็นการเพิ่มมูลค่าสูงสุดให้กับทั้งตัวผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการเองด้วย พร้อมทั้งติดตามความสนใจของลูกค้าเพื่อที่จะอัพเกรดการขายหรือขยายการใช้สินค้าให้บริการลูกค้าในด้านอื่น ๆ เพิ่มเติม ติดต่อหรือส่งต่อข้อมูลของลูกค้าไปยังทีมเทคนิคต่าง ๆ ที่ลูกค้าต้องการติดต่อได้ เพราะทางทีม Customer Service จะไม่ได้มีความเชี่ยวชาญเชิงลึกเกี่ยวกับตัวสินค้าหรือบริการ ดังนั้นถ้าเราสามารถส่งต่อไปให้ฝ่าย Customer Support จะสามารถแก้ไขได้เร็วกว่า ช่วยเพิ่มความประทับใจ ความพึงพอใจและความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้ มาต่อกันด้วย คำว่า Customer Support การสนับสนุนลูกค้าคืออะไร? Customer Support หรือ การสนับสนุนลูกค้า คือ ทีมที่คอยให้ความช่วยเหลือเมื่อลูกค้ามีปัญหาเกี่ยวกับตัวสินค้าหรือบริการของบริษัทนั้น ๆ ซึ่งการแก้ปัญหาเป็นส่วนที่สำคัญมาก ดังนั้นทีมที่สนับสนุนลูกค้าก็ควรมีการจัดตั้งการอบรมการใช้งาน การดูแลบำรุงรักษา การอัพเกรดการบริการไปจนถึงการสิ้นสุดบริการได้ นอกจากทีม Customer Support จะต้องเชี่ยวชาญทางด้านตัวสินค้าและบริการเพื่อที่จะช่วยเหลือลูกค้าที่เจอกับปัญหานั้น ๆ แล้ว ยังต้องมีความอดทนและทักษะของการเป็นผู้นำที่จะพาลูกค้าที่กำลังเจอปัญหาไปสู่การแก้ไขที่มีประสิทธิภาพ และการสนับสนุนก็ไม่ควรจะจบลงจนกว่าลูกค้าหรือผู้ใช้บริการจะได้รับการแก้ปัญหาที่เสร็จสิ้นและพึงพอใจแล้ว โดยทีมสนับสนุนลูกค้าในปัจจุบันมักจะนำซอฟต์แวร์มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการหรือที่เรียกกันว่า SaaS ย่อมาจาก Software as a Service ที่จะช่วยให้การซัพพอร์ตลูกค้าได้อย่างไร้ขอบเขตมากขึ้น คุณสามารถช่วยเหลือลูกค้าที่ไหน...
Continue readingเข้าถึงตลาดออนไลน์จีนด้วย China Digital Marketing Trends
อย่างที่ทราบกันดีว่ารัฐบาลจีนบล็อกการใช้แพลตฟอร์ม Google หรือ Facebook ในประเทศจีน ไม่ให้ใช้ชาวจีนใช้แพลตฟอร์ม หรือเว็บไซร์ออนไลน์จากต่างประเทศ เเต่ให้ใช้เว็บที่ถูกทำขึ้นเเละควบคุมโดยคนจีนในประเทศจีนเท่านั้น เพราะทางภาครัฐสามารถควบคุมข้อมูลข่าวสารทางออนไลน์เพื่อไม่ให้ข่าวสารที่สำคัญหรือเป็นความลับหลุดออกไปจากประเทศจีน เพื่อเป็นการทำให้เกิดความสงบสุขสบายใจของรัฐบาลให้อยู่ในกฎที่ตั้งเอาไว้ เเละไม่ผิดกฎหมายรัฐบาลของจีน ก่อนจะเข้าเรื่องของ China digital marketing Trends จะของเกริ่นนำเกี่ยวกับพฤติกรรมของชาวจีนก่อนในเรื่องของวัฒนธรรมของจีนที่เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่มากจึงมีวัฒนธรรม เเละมีความคิดที่หลากหลายไม่เหมือนกันในเเต่ละภาค ซึ่งประเทศจีนมีประชากรกว่า1,400 ล้านคนจึงมีพฤติกรรมที่มีความซับซ้อนกว่าประเทศอื่นๆ เเละมีความเป็นตัวเองสูงมาตั้งเเต่สมัยอดีตกาล ดังนั้นการพัฒนาการใช้อินเทอร์เน็ตของจีนจึงไม่เหมือนประเทศอื่น ยกตัวอย่างเช่น ประเทศไทย จะเริ่มจาก เดสก์ท็อป โน๊ตบุ๊ค แล้วค่อยมาเป็นสมาร์ทโฟน เเต่ที่ประเทศจีนนั้นสามารถก้าวกระโดดมาเป็นสมาร์ทโฟนได้เลย เนื่องจากจีนสามารถผลิตสมาร์ทโฟนได้ด้วยตัวเอง เเละส่วนมากไม่ว่าจะเป็นในหรือต่างประเทศทุกที่ก็จะติดต่องาน หรือธุรกิจต่างๆด้วยการขอ E-mail เเต่ที่เมืองจีนถ้าจะติดต่องานจะขอเป็น WeChat เเทน นี่ก็เป็นอีกพฤติกรรมที่ไม่เหมือนประเทศไหนๆเลย ดังนั้นการทำ Digital Marketing ของประเทศอื่นๆไม่สามารถนำมาใช้กับประเทศจีนได้เลย ซึ่งเป็นที่มาของChina Digital Marketing Trends ซึ่งวันนี้เราจะมาอธิบายว่าSocial Commerce คืออะไร Social Commerce คือการที่ลูกค้าหรือผู้บริโภคสามารถ ดูสินค้า สั่งสินค้า เเละจ่ายสินค้าได้ครบจบใน Social Mediaเลย ธุรกิจอีคอมเมิร์ซกับโซเชียลมีเดียนั้นถือเป็นเรื่องเดียวกันในประเทศจีน เเละมีความเเตกต่างกับต่างประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย ดังนั้นที่ประเทศจีนคำว่า “Social Commerce” จึงถือเป็นเทรนด์ที่ต้องจับตามองอย่างมาก ยกตัวอย่างว่าจีนเเตกต่างจากประเทศอื่นๆหรือเเม้เเต่ประเทศไทยยังไงบ้าง อย่างในประเทศไทยเวลาเราซื้อของในออนไลน์ เฟสบุค หรือ ไอจี ก็จะเเคบรูปสินค้าที่สนใจมาให้คนขายผ่านทางไลน์ พอเเม่ค้าบอกยอดเงิน หรือค้าต้องจดเลขบัญชีหรือจำเลขบัญชีเเละธนาคารเพื่อโอนผ่านทางโมบายแบงกิ้งต่างๆ เเต่สำหรับเมืองจีนโดยเฉพาะ WeChat ไม่ต้องเข้าออกเเอปให้ยุ่งยากสามารถ สามารถเลือกชื้อของกดสั่งสินค้าเเละจ่ายเงินผ่าน WeChat ได้เลย เรียกได้ว่าครบถ้วนจบในเเอปเดียวจริงๆ เพราะWeChat ไม่ได้ทำได้แค่แชทอย่างเดียว เเต่ยังเป็นโซเชียลมีเดีย และวีเเชทเพย์อีกด้วย ซึ่งถือได้ว่าเป็นช่องทางทำมาหากินของคนจีนได้อย่างดี เพราะเมื่อลูกค้าดูสินค้าเเล้วถูกใจอยากได้ก็สามารถสั่งซื้อ เเละชำระเงินได้ทันทีซึ่งสะดวก รวดเร็วทันใจกว่าในการที่ไม่ต้องนั่งกดเปลี่ยนเเอปไปมา หรือจำเลขบัญชี จำเงินที่ต้องโอน จำซื่อคนรับเงิน ยิ่งไปกว่านั้นไม่เปลืองเมมโมรี่มือถือในการโหลดเเอปเยอะๆอีกด้วย ในประเทศไทย การซื้อสินค้าในช่องทางออนไลน์ ส่วนใหญ่จะเป็นวัยรุ่นหนุ่มสาว เเละส่วนมากที่ใช้ช่องทางออนไลน์ยังเป็นคนกรุงเทพที่อยู่เมืองใหญ่ เเตกต่างกับคนจีนที่คนจีนส่วนมากทุกคนไม่ว่าจะวัยรุ่น เป็นผู้สูงอายุ หรือจะอยู่เมืองไหนก็ตามของจีนก็มีพฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์มากกว่าออกมาชื้อเเบบออฟไลน์ชะอีก ปัจจุบัน WeChat มีผู้ใช้ในจีนกว่าเกือบ...
Continue readingสำรวจกลยุทธ์ เพิ่มยอดเปิดอ่านอีเมลอย่างไร ให้สูงกว่าค่าเฉลี่ย Open Rate เดิม
Email Marketing เป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์สื่อสารกับลูกค้าเชิงลึกได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกอย่างก็ต้องเริ่มจากการให้ลูกค้ากดคลิกเปิดมันขึ้นมาก่อน อัตราการเปิดอ่าน หรือ Email Open Rate จึงเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการวัดผลประสิทธิภาพของอีเมลนั้นๆ ก่อนอื่น เรามาดูค่าเฉลี่ยการเปิดอีเมลโดยทั่วไปกัน จากรีเสิรช์ล่าสุด สามารถสรุปค่าเฉลี่ยการเปิดอีเมลจาก 3 เครื่องมือหลักไว้ได้ดังนี้ Constant Contact : 13.94% Mailchimp : 21.33% GetResponse : 22.15% ดังนั้น หาก Open Rate ของคุณอยู่ในตัวเลขเฉลี่ยระหว่าง 12% ถึง 25% แล้วล่ะก็ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ แล้วเราจะเพิ่มค่าเฉลี่ยการเปิดอ่านนี้ได้อย่างไร? 1. Email list ให้เป็นปัจจุบัน Open rate, Conversion rate และ Click-through rate ล้วนขึ้นอยู่กับคุณภาพของลิสต์รายชื่ออีเมล การสร้างลิสต์อีเมลที่จะส่งไปจึงเป็นอะไรที่สำคัญและควรค่าแก่การให้ความใส่ใจอย่างมาก ถึงอย่างนั้นการสร้าง Email list ก็ไม่ได้วัดคุณภาพได้จากจำนวนเสมอไป สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องคำนึง คืออีเมลลิสต์ในนั้น ต้องการที่เห็นอีเมลของคุณจริงๆ หรือเปล่าต่างหาก คุณควรเลือกให้ดีว่าจะเพิ่มใครลงในลิสต์เหล่านั้นบ้าง การส่งคำยืนยันซ้ำสองครั้งให้แน่ใจว่าพวกเขาต้องการอีเมลจากคุณจริงๆ และช่วยลดความเสี่ยงที่เมลของคุณจะกลายเป็นสแปม ให้ความสนใจกับ Email bounce rate และลบรายชื่อที่ล้าสมัยออกไป ตรวจหารายชื่อที่มีปฏิสัมพันธ์กับอีเมลน้อย สอบถามว่าพวกเขายังต้องการรับอีเมลจากคุณอยู่หรือไม่ หากไม่ได้รับการตอบกลับ ก็ควรจะลบจากรายชื่ออีเมลออกไป การลบลิสต์อีเมลที่เพียรหามาอย่างหนักแน่นอนว่าอาจทำให้รู้สึกไม่ดีนัก แต่การเพียรสร้างลิสต์อีเมลให้เป็นปัจจุบัน จะทำให้คุณปรับปรุงกลยุทธ์และเลือกโฟกัสในอีเมลลิสต์ที่สำคัญกว่าได้ 2. ตั้งชื่อหัวข้อให้น่าสนใจ ชื่อหัวข้อเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ลูกค้าจะเลือกตัดสินใจว่าจะคลิกเปิดเข้าไปหรือไม่ ดังนั้นในการตั้งชื่อจะต้องคำนึงในมุมมองของลูกค้า อะไรคือสิ่งที่พวกเขาจะได้ หรือคุณต้องการให้พวกเขาทำอะไรกันแน่ ใช้ความคิดเหล่านี้เป็นตัวโฟกัสหลักในการตั้งชื่อหัวข้อเหล่านั้น การตั้งชื่อหัวข้อไม่ควรจะยาวเกินไป และมุ่งเน้นให้ตรงประเด็น จำนวนตัวอักษรไม่ควรมากเกิน 40 ตัว ยิ่งถ้าวิเคราะห์จากพฤติกรรมลูกค้าแล้วมีแนวโน้มที่จะเปิดผ่านโทรศัพท์มือถือที่มีการจำกัดการแสดงผลเป็นหลัก ก็ยิ่งควรตั้งให้รัดกุมเข้าไว้ อีกกฎข้อหนึ่งที่สำคัญ คือควรเลือกใช้คำที่หลีกเลี่ยงจะโดนเสี่ยงเข้าใจผิดว่าเป็นสแปม เพราะหากอีเมลของคุณส่งไปไม่ถึงกล่องข้อความเข้าล่ะก็ ลูกค้าก็ไม่สามารถเห็นได้เหมือนกัน 3. ใช้ประโยชน์จาก Preheader Text Preheader Text เป็นอีกข้อความที่ผู้รับของคุณจะเห็นก่อนตัดสินใจคลิก ดังนั้นการเลือกใช้คำส่วนนี้ให้ชาญฉลาดก็สำคัญอย่างมาก...
Continue readingGithub
Github เลือก Zendesk ผนึกกำลังสร้างแพลตฟอร์มซัพพอร์ต...
Google Meet เพิ่มมุมมองขณะวิดีโอคอลได้ถึง 49 คน
ตอนนี้ใน Google Meet สามารถเห็นผู้ร่วมประชุมได้ถึง 49 คนพร้อมกัน ด้วยตัวเลือกมุมมองแบบอัตโนมัติและแบบตาราง (Tiled) นอกจากนี้ยังสามารถมองเห็นตัวเองเป็นส่วนหนึ่งในหน้าจอด้วย ซึ่งแต่เดิมคุณจะไม่เห็นภาพตัวเองเมื่อวิดีโอคอล โดยการวางเมาส์เหนือภาพ thumbnail ของตัวเองที่มุมขวาบน คุณจะเห็นตัวเลือกในการเพิ่มหรือลบตัวเองออกจากตาราง การเห็นผู้คนมากขึ้นในเวลาเดียวกันขณะประชุมช่วยให้สามารถเห็นปฏิกิริยาของทุกคนที่มีต่อสิ่งที่กำลังพูดคุย และช่วยให้รู้สึกว่าการวิดีโอคอลเหมือนเป็นการประชุมแบบตัวต่อตัว กระตุ้นให้ทุกคนมีส่วนร่วมมากขึ้น นอกจากนี้การเพิ่มตัวเองเข้าไปในหน้าจอจะช่วยให้คุณรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมนั้นๆ อีกด้วย ฟีเจอร์นี้พร้อมใช้งานใน Google Meet บนเว็บเบราวเซอร์เท่านั้น ตามค่าเริ่มต้นจำนวนตารางสูงสุดที่คุณจะเห็นในการจัดวางอัตโนมัติคือ 9 ช่อง และในรูปแบบ Tiled คือ 16 ช่อง แต่หลังจากอัปเดตนี้คุณจะสามารถใช้แถบเลื่อนเพื่อปรับจำนวนตารางได้ตามต้องการ หากคุณจำนวนตารางน้อยลงก็อย่าเพิ่งตกใจ จำนวนจะขึ้นอยู่กับขนาดหน้าต่างของคุณ เนื่องจากตารางที่มีจะปรับให้พอดีกับหน้าจอของคุณ โดยคุณสามารถใช้งาน Google Meet ได้ใน Google Workspace ทุกแพ็คเกจ ที่มา – G suite Updates Google Workspace เพื่อการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัท ดีมีเตอร์ ไอซีที จำกัด พาร์ทเนอร์ Google ในประเทศไทย อย่างเป็นทางการ รายละเอียดแพ็คเกจ 02-030-0066...
Google Meet เพิ่มมุมมองขณะวิดีโอคอลได้ถึง 49 คน
ตอนนี้ใน Google Meet สามารถเห็นผู้ร่วมประชุมได้ถึง 49 คนพร้อมกัน ด้วยตัวเลือกมุมมองแบบอัตโนมัติและแบบตาราง (Tiled) นอกจากนี้ยังสามารถมองเห็นตัวเองเป็นส่วนหนึ่งในหน้าจอด้วย ซึ่งแต่เดิมคุณจะไม่เห็นภาพตัวเองเมื่อวิดีโอคอล โดยการวางเมาส์เหนือภาพ thumbnail ของตัวเองที่มุมขวาบน คุณจะเห็นตัวเลือกในการเพิ่มหรือลบตัวเองออกจากตาราง การเห็นผู้คนมากขึ้นในเวลาเดียวกันขณะประชุมช่วยให้สามารถเห็นปฏิกิริยาของทุกคนที่มีต่อสิ่งที่กำลังพูดคุย และช่วยให้รู้สึกว่าการวิดีโอคอลเหมือนเป็นการประชุมแบบตัวต่อตัว กระตุ้นให้ทุกคนมีส่วนร่วมมากขึ้น นอกจากนี้การเพิ่มตัวเองเข้าไปในหน้าจอจะช่วยให้คุณรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมนั้นๆ อีกด้วย ฟีเจอร์นี้พร้อมใช้งานใน Google Meet บนเว็บเบราวเซอร์เท่านั้น ตามค่าเริ่มต้นจำนวนตารางสูงสุดที่คุณจะเห็นในการจัดวางอัตโนมัติคือ 9 ช่อง และในรูปแบบ Tiled คือ 16 ช่อง แต่หลังจากอัปเดตนี้คุณจะสามารถใช้แถบเลื่อนเพื่อปรับจำนวนตารางได้ตามต้องการ หากคุณจำนวนตารางน้อยลงก็อย่าเพิ่งตกใจ จำนวนจะขึ้นอยู่กับขนาดหน้าต่างของคุณ เนื่องจากตารางที่มีจะปรับให้พอดีกับหน้าจอของคุณ ที่มา – G suite Updates G Suite เพื่อการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัท ดีมีเตอร์ ไอซีที จำกัด พาร์ทเนอร์ Google ในประเทศไทย อย่างเป็นทางการ รายละเอียดแพ็คเกจ 02-030-0066...
10 ข้อ ที่ต้องรู้หากคุณใช้ G Suite (ต่อ)
6. สร้างรายการงานที่แชร์ใน Google Chat และมอบหมายงานได้เลย การใช้งานห้องแชทบน Gmail จะมีตัวจัดการงานเพื่อช่วยให้ทีมติดตามและจัดลำดับความสำคัญของงาน สมาชิกทีมจะมอบหมายงานให้กันและติดตามความคืบหน้าในการบรรลุเป้าหมายร่วมกันได้โดยตรงในห้องแชท ดูข้อมูลเพิ่มเติม : สร้างรายการงานที่แชร์ 7. ค้นหาสิ่งที่ต้องการได้ทั้งในอีเมลและแชทในหน้า Gmail เมื่อคุณทำการค้นหาบน Gmail คุณจะเลือกดูผลลัพธ์จากอีเมลหรือข้อความแชทก็ได้ และการควบคุมใหม่จะช่วยให้คุณเปลี่ยนไปมาระหว่างผลลัพธ์จากอีเมลและแชทได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องเปิดและค้นหาในแอปแยกต่างหาก ดูข้อมูลเพิ่มเติม : ค้นหาใน Gmail 8. สามารถรับการช่วยเตือนและการกระตุ้นเตือนแบบอัตโนมัติ (AI) ได้ การช่วยเตือนอัตโนมัติจะแสดงข้อความที่คุณยังไม่ได้ตอบกลับ และจะใช้ AI ในการประมวลผลให้ เพื่อช่วยลดสิ่งรบกวนสมาธิและแจ้งเตือนเฉพาะข้อมูลที่สำคัญให้กับคุณ จัดลำดับความสำคัญของรายชื่อติดต่อที่ต้องการเพื่อให้มั่นใจว่าระบบจะแจ้งเตือนเกี่ยวกับข้อความที่สำคัญที่สุดให้คุณทราบ ดูข้อมูลเพิ่มเติม : ไม่ลืมติดตาม “การกระตุ้นเตือน” 9. ควบคุมและจัดลำดับความสำคัญของการแจ้งเตือนในช่องทางต่างๆ ได้ คุณอาจปิดเสียงหรือการแจ้งเตือนของ Chat เพื่อไม่ให้รบกวนเวลายุ่ง ๆ หรือจะตั้งค่าให้แจ้งเตือนเกี่ยวกับบุคคลและข้อความที่สำคัญที่สุดเท่านั้นก็ได้เช่นกัน ดูข้อมูลเพิ่มเติม : ตั้งค่าการแจ้งเตือนของ Chat 10. ทราบได้ทันทีเมื่อผู้อื่นลางานหรืออยู่ในช่วงวันหยุด เมื่อคุณดูรายชื่อติดต่อในอีเมลหรือข้อความแชท คุณจะเห็นว่าบุคคลนั้นลางานอยู่หรือไม่โดยอิงจาก Google Calendar ของบุคคลดังกล่าว คุณจึงทราบได้ว่าอาจไม่ได้รับคำตอบในทันทีหากบุคคลนั้นไม่อยู่ และยังช่วยให้คุณเลือกได้ว่าจะยังคงส่งข้อความ หรือจะตั้งเวลาส่งอีเมลหลังจากที่บุคคลนั้นกลับมาทำงานแล้ว ดูข้อมูลเพิ่มเติม : การควบคุมการลางานในปฏิทิน G Suite เพื่อการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัท ดีมีเตอร์ ไอซีที จำกัด พาร์ทเนอร์ Google ในประเทศไทย อย่างเป็นทางการ รายละเอียดแพ็คเกจ 02-030-0066...
10 ข้อ ที่ต้องรู้หากคุณใช้ G Suite
เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เราจะพามาดู 10 ข้อที่ต้องรู้หากคุณใช้ G Suite ซึ่ง 10 ข้อนั้นมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย 1. สื่อสารครบจบที่เดียวใน Gmail G Suite ได้รวมเอาช่องทางการสื่อสารทั้งหมดเข้ามาไว้ที่หน้า Gmail ที่เดียว เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และเข้าถึงได้ทุกอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือแท็บเล็ต การใช้งานในหน้า Gmail จะไม่ได้มีเพียงแค่รับส่งเมลเท่านั้น แต่ยังมีห้องแชท (Google Chat) และการประชุมทางวิดีโอ (Google Meet) ทำให้คุณสามารถสื่อสารครบจบที่เดียวโดยที่ไม่ต้องสลับหน้าต่างหรือย้ายแอปให้ยุ่งยาก หากไม่พบ Google Chat และ Meet ให้ตรวจสอบการตั้งค่า Gmail และสามารถเปิดใช้งานได้ที่แถบ Chat and Meet ได้เลย ดูข้อมูลเพิ่มเติม: แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการสื่อสารในกลุ่ม 2. แชทตัวต่อตัวหรือกลุ่ม ได้ง่ายยิ่งขึ้น ใช้ Google Chat ส่วนตัวเพื่อการสนทนาแบบตัวต่อตัวอย่างรวดเร็วกับเพื่อนร่วมงาน หรือสร้างกลุ่มแบบเป็นกันเองและแชทกับหลาย ๆ คนได้พร้อมกันในหน้า Gmail ทางด้านขวา เรามาดูกันเลยว่าในหน้าต่าง Chat กับ Room คืออะไร Chat: เป็นช่องส่งข้อความส่วนตัวเพื่อสนทนาอย่างรวดเร็วและใช้ Bot เพื่อค้นหาข้อมูลและทำงานแบบอัตโนมัติได้ * หมายเหตุ: หากใช้ Gmail จากที่ทํางานหรือสถานศึกษา คุณอาจไม่เห็น Bot หากผู้ดูแลระบบ G Suite ปิดใช้ Bot ให้กับองค์กร และสร้างห้องแชทสำหรับการทำงานร่วมกันเป็นทีมอย่างเป็นทางการมากขึ้น เพื่อเป็นพื้นที่ให้ทีมได้ร่วมกันดำเนินโครงการ ในห้องแชท ทีมจะมีชุดข้อความที่เรียกว่าการสนทนาในหัวข้อต่าง ๆ ได้ในห้องเดียว และทุกคนที่ถูกเพิ่มไปยังห้องแชทก็จะดูประวัติการสนทนาเพื่อติดตามการพูดคุยก่อนที่ตนจะเข้ามาได้ ปักหมุด (Pin) คนหรือห้องแชทที่คุณติดต่อด้วยบ่อย ๆ ไว้ที่ด้านบนของรายการเพื่อให้สะดวกต่อการค้นหา Rooms: สร้างพื้นที่ทำงานสำหรับโครงการหรือทีมของคุณที่มีข้อความแชท เอกสาร และงานที่ใช้ร่วมกัน แก้ไขเอกสารไปพร้อมกับสตรีมแชท ดูข้อมูลเพิ่มเติม : ...
Continue reading